เรื่องของดวงจันทร์

นานมาแล้ว..สมัยที่โลกยังมีพระจันทร์ 2 ดวง
มีดวงจันทร์ดวงหนึ่งเป็นผู้หญิง
..กับอีกดวงหนึ่งเป็นผู้ชาย
และดวงจันทร์ทั้งสองดวงนี้ ต่างก็รักกันมาก
ดวงจันทร์ทั้งสองไม่เคยแยกห่างจากกัน…
…ทุกๆ คืนเมื่อมองไปบนฟ้า
จะเห็นดวงจันทร์ทั้งคู่ อยู่เคียงข้างกันเสมอ..

แต่แล้ววันหนึ่ง …………………………………
ดวงจันทร์ผู้หญิงได้ไปพบกับดวงอาทิตย์
ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงหลงใหลในแสงเจิดจ้าของดวงอาทิต ย์
จนเลื่อนตัวตามดวงอาทิตย์ไปทีละน้อย ทีละน้อย ……….
….และก็แยกมาจากดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งในที่สุด…

เมื่อค่ำคืนมาถึง..
จึงมีดวงจันทร์ผู้ชายเหลืออยู่ เพียงดวงเดียว …
ส่วนดวงจันทร์ผู้ชายก็ได้แต่ตามหา
ดวงจันทร์ผู้หญิงไปทุกหนทุกแห่ง ….
คืนแล้วคืนเล่า วันเวลาล่วงผ่านไป
แต่ดวงจันทร์ผู้ชายก็ไม่สามารถหาดวงจันทร์ผู้หญิงได้ พบ.. …..
ด้วยความคิดถึง และอยากพบดวงจันทร์ผู้หญิงให้เร็วที่สุด
ทำให้ดวงจันทร์ผู้ชายคิดว่า
“หากเรามัวแต่ตามหาอยู่อย่างนี้ คงไม่ได้เจอแน่ๆ”
จึงตัดสินใจ.. ระเบิดตัวเอง เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไปทั่วทั้งจักรวาล
เพื่อให้ชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ออกตามหาดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งนั้น…

….. เมื่อเวลาผ่านไป
ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิง ได้เห็นถึงความจริงว่า..
แม้ดวงอาทิตย์จะส่องแสงเจิดจ้า สวยงามสักปานใด
แต่ดวงอาทิตย์ก็มิได้ส่องแสงเจิดจ้า แต่เพียงเธอเท่านั้น
ยังส่องแสงไปยังดาวดวงอื่นๆ อีกมากมาย
ดวงจันทร์ผู้หญิงจึงกลับมาหาดวงจันทร์ผู้ชายอีกครั้ง …

…. แต่หาเท่าไรก็หาดวงจันทร์ผู้ชายไม่พบ
ต่อมาจึงได้รู้ว่า ดวงจันทร์ผู้ชายยอมระเบิดตัวเอง
เพียงเพื่อตามหาตน
จนกระจัดกระจายเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ
ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงรู้ว่าไม่มีวันที่จะได้เจอ
กับดวงจันทร์ผู้ชายอีกต่อไปแล้ว
จึงได้แต่โศกเศร้า และเสียใจ ….

แต่ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่ดวงจันทร์ผู้ชาย มีต่อดวงจันทร์ผู้หญิง
ทุกค่ำคืนจึงพยายามเปล่งประกายแสง
ที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตน ส่งให้ถึงดวงจันทร์ผู้หญิง
เกิดเป็นแสงพร่างพรายเต็มท้องฟ้า เคียงข้างดวงจันทร์
จนเกิดเป็นดวงจันทร์และดวงดาว ให้เราเห็นจนถึงทุกวันนี้ ….

หากเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
วันไหนที่เห็นจันทร์สวยสด
วันนั้น คุณก็จะไม่เห็นดาวดวงเล็กดวงน้อยส่องแสง
หรือ วันใดคุณเห็นดาวเปล่งประกายเต็มฟ้ามืด
วันนั้น คุณก็จะไม่พบดวงจันทร์….

คืนที่ฟ้ามีดาวเคียงเดือน

เอ็มนินโญ

ลมทิศ พัดผ่าน ฤดูกาล ผันแปร

ใครที่ดูหรือฟังข่าวอุตุฯนิยมวิทยาบ่อยๆ เวลารายงานสภาพอากาศ คงพอจะได้ยินมาบ้าง ในเรื่องของอิทธิพลจากลมประจำฤดูและลมมรสุมที่ส่งผลให้อากาศวันนั้นเปลี่ยนแปลง

เพิ่งทราบเหมือนกันว่าแต่ละฤดูเขาก็มี ลมที่พัดมาทางทิศประจำเหมือนกัน ส่วนลมมรสุมนั้นขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งของประเทศ  ค้นคว้าในอินเทอร์เน็ตด้วยความสงสัย  ได้ความว่า

ลมใต้ ฤดูร้อน

ลมเหนือ ฤดูฝน

ลมตะวันออก ฤดูหนาว

ลมตะวันตก ต่อจากลมตะวันออก พัดช่วงต้นปี

ส่วนลมมรสุม นั้นเป็นการหมุนเวียนส่วนหนึ่งของลมที่พัดตามฤดูกาล คือลมประจำฤดู เป็นลมแน่ทิศและสม่ำเสมอ สาเหตุใหญ่ ๆ เกิดจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของพื้นดิน และพื้นน้ำในฤดูหนาวอุณหภูมิของพื้นดินเย็นกว่า อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทร อากาศเหนือพื้นน้ำจึงมีอุณหภูมิสูงกว่า และลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน อากาศเหนือทวีปซึ่งเย็นกว่าไหลไปแทนที่ ทำให้เกิดเป็นลมพัดออกจากทวีป

พอถึงฤดูร้อนอุณหภูมิของดินภาคพื้นทวีปร้อนกว่าน้ำในมหาสมุทร เป็นเหตุให้เกิดลมพัดในทิศทางตรงข้าม ลมมรสุมที่มีกำลังแรงจัดที่สุดได้แก่ ลมมรสุมที่เกิดในบริเวณภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย

ทั้งนี้ คำว่า  มรสุม หรือ monsoon ในภาษาอังกฤษ มาจากคำว่า موسم [mausem] ในภาษาอารบิก แปลว่า ฤดูกาล ประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม 2 ชนิด คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ

ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หอบไอน้ำจากทะเลมาทำให้ฝนตกในหน้าฝน

มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย ระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม โดยมีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูง ในซีกโลกใต้บริเวณมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งพัดออกจากศูนย์กลางเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตร มรสุมนี้จะนำมวลอากาศชื้นจากมหาสมุทรอินเดียมาสู่ประเทศไทย ทำให้มีเมฆมากและฝนชุกทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบริเวณชายฝั่งทะเล และเทือกเขาด้านรับลมจะมีฝนมากกว่าบริเวณอื่น

ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พาความหนาวจากทางไซบีเรียมาในหน้าหนาว

หลังจากหมดอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้แล้ว ประมาณกลางเดือนตุลาคม จะมีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย จนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ มรสุมนี้มีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงบนซีกโลกเหนือ แถบประเทศมองโกเลียและจีน จึงพัดพาเอามวลอากาศเย็น และแห้งจากแหล่งกำเนิดเข้ามาปกคลุมประเทศไทย ทำให้ท้องฟ้าโปร่ง อากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งทั่วไป โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้จะมีฝนชุกโดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก เนื่องจากมรสุมนี้นำความชุ่มชื้นจากอ่าวไทยเข้ามาปกคลุม การเริ่มต้นและสิ้นสุดมรสุมทั้งสองชนิดอาจผันแปรไปจากปกติได้ในแต่ละปี

ด้านลมตะวันออกเฉียงใต้ พัดพาความเกี้ยวกราดของสายลม เวลามาทีมักจะเกิดเป็นเป็นพายุ

นอกจากเรื่องการกำหนดของสภาพอากาศ ลมยังมีประโยชน์ต่อทั้งคนและสัตว์ ในการสัญจรไปมาบนท้องฟ้า นก กา เหยี่ยว อาศัยสายลมที่พัดเพิ่มความเร็มว หรือเพิ่ม-ลดระดับการบิน ส่วนมนุษย์เราเดินทางโดยเครื่องบน ก็ต้องอาศัยลมใต้ปิกในการพยุงเครื่อง รวมทั้งต้องเช็กกระแสลมแรงให้ดีเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการบิน

Zephyrus

Zephyrus

ทิ้งท้ายไว้กับชื่อของตำนานเทพเจ้าแห่งสายลมของกรีก

เทพประจำลมตะวันตก คือ เซเฟอรัส เทพประจำลมตะวันออก ได้แก่  ยูรัส เทพประจำลมเหนือ คือ โบรีอัส และเทพประจำลมใต้  ได้แก่ โบทัส

เทพลมตะวันออกเฉียงเหนือ ไคคัส  เทพลมตะวันตกเฉียงเหนือ โครัส และ สไครอน  เทพลมตะวันออกเฉียงไต้ อเพโลเทส กับ ลิฟส์  เทพลมตะวันตกเฉียงใต้  อาเฟอร์ และ อาร์ฟีคัส  เทพลมทำลาย คือ ไต้ฝุ่น (ชื่อคุ้นๆ)

เซเฟอรัส

เซเฟอรัส

ทุกครั้งที่มีลมเบาๆพัดผ่าน มันได้เอาอะไรบางอย่างจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งเสมอๆ  ลมใต้อบอุ่น ลมเหนือเปียกชื้น ลมตะวันตกหนาวเย็น  อย่างไม่รู้ตัวในวันวุ่นๆจนถึงวันสบายๆบางวัน เราอาจรู้สึกดีขึ้นเพียงเพราะแค่มีสายลมอ่อนๆพัดมา

ว่ากันว่าลมตะวันออกเป็นลมที่พัดพาคู่รักให้ได้พบเจอกัน
เอ็มนินโญ

พระจันทร์สีนํ้าเงินคืนสิ้นปี

หลังจากมีรายงานว่าจะเกิด บลูมูน คืนสิ้นปีที่ผ่านมา โดยสามารถเห็นได้ในทวีปเอเชีย แอฟริกา และยุโรป ผมก็รีบแหงนหน้ามองท้องฟ้าทันที

คืนนั้นผมยืนอยู่ริมฟุตบาต ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป  ท่ามกลางอากาศหนาวยะเยือกขนาดติดลบ หิมะขาวโพลน ผู้คนที่นี่จุดพลุฉลองปีใหม่อย่างเต็มที่ มองขึ้นไปข้างบน ชมพระจันทร์สีนํ้าเงินเต็มดวงสว่างเรืองรอง ดวงเดียวกับที่เมืองไทยและประเทศอื่นๆทั่วโลก

มีคนแย้งว่าไม่เห็นพระจันทร์จะกลายเป็นสีนํ้าเงินหรือฟ้าเลย มันก็สีเหลืองนวลเหมือนเดิม ไฉนจึงเรียกขานว่าเป็นบลูมูนไปได้  ถูกครับบลูมูลมีสีเหลือง เพราะเป็นแค่ชื่อเรียก เดือนที่มีพระจันทร์เต็มดวง 2 ครั้งในเดือนเดียว (เกิดขึ้นยาก)

ยิ่งถ้าเป็นคืนส่งท้ายปีเก่า กว่าจะเกิดขึ้นได้ต้องทุก ๆ 19 ปี ครั้ง  โดยก่อนหน้านี้ บลูมูนวันสิ้นปี เกิดในปี ค.ศ.1990 และ ครั้งต่อไปจะมีขึ้นก็ปาเข้าไป ค.ศ.2028 โน้นเลย

เราจึงเรียก การเกิด บลูมูล ครั้งล่าสุดนี้ว่า ปรากฏการณ์

แต่ถึงจะบอกว่า บลูมูนเป็นแค่คำเรียกก็เถอะ ผมว่าผมเคยเห็นพระจันทร์สีนํ้าเงินนะ จะด้วยสภาพอากาศ ทิศทางการมอง หรืออะไรก็ตาม ที่ผ่านมาในชีวิตผมเคยเห็นดวงจันทร์หลากหลายสี ที่จำได้ก็มี สีเหลืองเข้ม สีเหลืองอ่อน สีขาวนวลๆ สีเทาจางๆ สีเงินยวง สีฟ้าใส และบางคราว สีนํ้าเงิน

แล้วพระจันทร์บ้านคุณละสีอะไร คืนนี้ลองมองท้องฟ้าหาดวงจันทร์ดูนะ

ใต้ฟ้าวันศุกร์

เอ็มนินโญ

บรรยากาศฉลองปีใหม่ 2010 จากทั่วโลก

แสงแรกของปี 2010 ที่ชายทะเล ประเทศฟิลิปปินส์

พลุไฟที่ประตูชัย แบร์เดนเบิร์ก กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี

หอไอเฟล ประดับไฟสวยงาม ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

พลุสวยๆหลังหอนาฬิกาบิ๊กเบน กรุงลอนดอน

ตาของลอนดอน( London eye ) ประเทศอังกฤษ

พลุไฟเหนือพระราชวังเครมลิน ณ. จตุรัสแดง กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย

พลุสวยๆ กับ โอเปร่าเฮาส์ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ดอกไม้ไฟที่ เมืองเซียงไฮ้ ประเทศจีน

ลานห้างเซ็นทรัลเวิร์ด กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ถนนในเมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล

ผู้คนที่ไทม์แสแควร์ฉลองสุดเหวี่ยงกลางเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ขณะที่ชาวเวนิสฉลองในเมืองกับนํ้าท่วมแข้ง ที่ประเทศอิตาลี

ชาวต่างชาติบนถนนฌ็องเซลิเซ่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ลูกโป่งที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โรแมนติกกับแสงสีบนถนนในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

ใช้พุเขียนเลข 2010 ชาวยุโรปหลายประเทศ ฉลองปี 2010 แบบหนาวๆกับหิมะ

ริมทะเลยามฟ้าสาง ที่ตะวันออกกลาง

ก่อนตะวันจะขึ้น ชาวปากีสถาน อวยพรปีใหม่ด้วยคำว่า สันติภาพ

พระอาทิตย์แรกที่อัฟกานิสถาน ดวงเดียวกับประเทศอื่นๆ แต่ที่นี่สงครามยังดำเนินต่อไป

แปรขบวนอวยพรโดยทหารในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ปีใหม่ รณรงค์ลดโลกร้อน ในประเทศอินเดีย

คนแห่ไปวัดในวันปีใหม่ ประเทศญี่ปุ่น

ส่วนชาวสเปนแห่ไปเล่นนํ้าในวันแรกของปี

ปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดปีใหม่ ที่กรุงเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้

สวัสดีปีใหม่ ขอให้ปี 2553 หรือ 2010 นี้เป็นปีที่ดีของทุกคน คืนสิ้นปีที่ผ่านมาคุณไปเคาท์ดาวน์ที่ไหน เล่าสู่กันฟังบ้างนะ

ขอบคุณภาพประกอบจาก
http://www.welt.de

http://abcnews.go.com

http://www.shanghaidaily.com

http://www.japantoday.com

สุขสันต์วันปีใหม่

เอ็มนินโญ

นิทานดวงดาว กับ เรื่องราวของ 12 นักษัตร

เมื่อประมาณ 1000 ปีก่อนคริสตศักราช กลุ่มดาวกลุ่มแรก ที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่าน จุดที่สุริยะวิถี เคลื่อนที่ตัดกับเส้นศูนย์สูตรฟ้าพอดี ในเริ่มต้นของฤดูร้อน คือ กลุ่มดาวแกะ (Aries) กลุ่มดาวแกะจึงถูกเรียกในสมัยนั้นว่า “March Equinox” หรือ “0 Aries” กลุ่มดาวถัดมา คือ กลุ่มดาววัว, กลุ่มดาวคนคู่, กลุ่มดาวปู, กลุ่มดาวสิงห์, กลุ่มดาวผู้หญิงสาว, กลุ่มดาวคันชั่ง, กลุ่มดาวแมงป่อง, กลุ่มดาวคนยิงธนู, กลุ่มดาวมกร, กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ และกลุ่มดาวปลาคู่ รวมเป็น 12 กลุ่มดาวจักรราศี

กลุ่มดาวแพะทะเล
(Capricornus)

กลุ่มดาวแพะทะเล หรือกลุ่มดาวมกร เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สิบของกลุ่มดาวจักรราศี และเป็นกลุ่มดาวแนวกาแล็กซี่ ทางช้างเผือก (The Milky Way) พาดผ่าน โดยกลุ่มดาวนี้ เป็นรูปครึ่งแพะ-ครึ่งปลา โดยส่วนหัวเป็นแพะ ส่วนหางเป็นปลา อยู่ทางทิศตะวันออกของ กลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) หรือลากเราสามารถเห็นกลุ่มดาวนี้ ได้จากกลุ่มดาววีกา (Vega, -Lyr) ลากมายังดาวอัลแตร์ (Altair, -Aql) แล้วต่อมายังเขาของแพะทะเล (-) โดยกลุ่มดาวแพะทะเล จะขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของต้น เดือนสิงหาคม โดยจะค่อนไปทางซีกฟ้าใต้ คนไทยมักเรียกผิด เป็น “กลุ่มดาวมังกร” (Drago)

กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ
(Aquarius)

กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สิบเอ็ด ของกลุ่มดาวจักรราศี เป็นกลุ่มดาวที่ค่อนข้างหายาก เนื่องจากไม่มีดาวฤกษ์ดวงใด ในกลุ่มที่มีความสว่างปรากฏ สว่างกว่า 2.9 เลย คนโบาณ เห็นเป็นรูปคนแบกหม้อน้ำ กำลังเทน้ำลงในแม่น้ำ Fluvius Aquarii ซึ่งหมายถึง “the River of Aquarius” ซึ่งสายน้ำจะไหล ผ่านกลุ่มดาวปลาทางใต้ (Piscis Austrinus) ที่มีดาวฤกษ์สุกสว่างคือ ดาวโฟมาลออท (Fomalhaut) ขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของปลายเดือนสิงหาคม ต้นเดือนกันยายน

นิทานดาว บา บิโลเนียนโบราณ ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตศักราช มองเห็นเป็นรูปหม้อน้ำ ที่มีน้ำล้นออกมา และแทนด้วยสัญลักษณ์ ของคนแบกหม้อน้ำ (Aquarius) ซึ่งในเดือนที่ 11 ของชาวบาบิโลเนียน (หรือระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนักในรอบปี ส่วนชาวอียิปต์โบราณ เห็นเป็นรูปเทพเจ้า Hapi ซึง่เป็นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นผู้ให้น้ำ เพื่อการดำรงชีวิตของมนุษย์โลก

กลุ่มดาวปลาคู่
(Pisces)


กลุ่มดาวปลาคู่ เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สิบสองของกลุ่มดาวจักรราศี เป็นกลุ่มดาวที่สังเกตค่อนข้างยาก เนื่องจากดาวฤกษ์ในกลุ่ม ไม่ค่อยสุกสว่างมากนัก โดยดาวฤกษ์ในกลุ่มดาว จะเรียงตัวกันเป็นรูปปลา 2 ตัว ที่มีเชือกมัดหางด้วยกันไว้ โดยที่ตัวแรก หันหัวไปทางทิศเหนือ อยู่ใต้กลุ่มดาวแอนโดรเมดา (Andromeda) ส่วนอีกตัวหนึ่ง จะขนานไปกับสุริยวิถี โดยมีวงของดาว 5 ดวง ประกอบด้วย ดาว ,,,, เรียกว่า “The Circlet” อยู่ทางทิศใต้ของ สี่เหลี่ยมกลุ่มดาวม้าปีก (the Great Square of Pegasus) โดยจุดรวมที่เชือกมัด หางของปลาทั้งสองไว้ คือดาว Alrischa กลุ่มดาวปลาคู่ ขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของปลายเดือนกันยายน, ต้นเดือนตุลาคม

นิทานดาว ปลา คู่ เป็นร่างแปลงของ Venus และบุตรของเธอ ขื่อ Cupid ซึ่งทั้งสอง กำลังหนีจากสัตว์ประหลาดร้าย ชื่อ Typhoon โดย Venus เอาเชือกผูกกับ Cupid ไว้ด้วยกัน เพื่อไม่ให้หลุดหายกันไป ส่วนชาวคริสต์ นิยามให้เป็น ปลาตัวแรก (the First Fish) ของชาวคริสต์ เนื่องจากจุด Equinox อยู่ในกลุ่มดาวนี้ เมื่อครั้งสมัยคริสตกาล (ค.ศ. 0) ซึ่งถือเป็นการเข้าสู่ยุค “the New Age” นั่นเอง

กลุ่มดาววัว
(
Taurus)

กลุ่มดาววัว เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สองของกลุ่มดาวจักรราศี เนื่องจากเป็นกลุ่มดาวที่อยู่ในแนวสุริยวิถี สามารถมองเห็นได้ชัดเจน เพราะมีดาวสุกสว่างหลายดวง เช่น ดาวตาวัว (Aldebaran, -Tau) และมีกระจุกดาวที่คนไทยรู้จักกันดี คือกระจุกดาวลูกไก่ (The Pleiades – The Seven Sisters) กลุ่มดาววัว อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ของกลุ่มดาวนายพราน (Orion) เราสามารถเห็นดาวตาวัวเป็นสีแดง อยู่ใกล้กับกระจุกดาวลูกไก่ โดยที่หน้าของวัว จะหันไปทาง ทิศตะวันออก ชูเขาวัวอยู่เหนือกลุ่มดาวนายพราน ปลายเขาของวัวข้างหนึ่งแตะกับกลุ่มดาวสารถี (Auriga) ซึ่งครั้งหนึ่ง เคยเป็นดาวที่อยู่ร่วมกัน ระหว่างกลุ่ม ดาววัว และกลุ่มดาวสารถี เราสามารถเห็นกลุ่มดาวคนคู่ ขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ราวเที่ยงคืนปลายเดือนพฤศจิกายน, ต้นเดือนธันวาคม

นิทานดาว กลุ่มดาววัว เป็นกลุ่มดาวเก่าแก่ ตั้งแต่สมัย 2000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งครั้งหนึ่ง กลุ่มดาววัวนี้ ยังเคยเป็นจุดที่กลางวัน และกลางคืนยาวนานเท่ากัน ในเดือนมีนาคม (March Equinox) ราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์โบราณ ให้กลุ่มดาวนี้ เป็นสัญลักษณ์ของ Osiris พระเจ้าของวัว (A Bull-god) ผู้ซึ่งมีน้องสาว ชื่อ Isis ซึ่งเขาของ Isis ทำให้เกิดจันทร์เสี้ยว ส่วนชาวกรีกโบราณ เชื่อว่า ไอโอ (Io) หญิงซึ่งเทพเจ้า Zeus หลงรัก ซึ่งหลบซ่อนร่างอยู่ในรูปวัว และยูโรปา (Europa) ผู้ซึ่งปลอมตัวเป็นชาย และขี่หลังวัว พาเธอข้ามทะเล กลับมายัง Crete เพื่อหาเทพเจ้า Zeus

กลุ่มดาวคนคู่
(Gemini)

กลุ่มดาวคนคู่ เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สามของกลุ่มดาวจักรราศี เนื่องจากเป็นกลุ่มดาวที่อยู่ในแนวสุริยวิถี อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ของกลุ่มดาวนายพราน (Orion) โดยมีดาวฤกษ์สุกสว่างที่สังเกตง่าย และอยู่ใกล้กัน 2 ดวง คือ ดาวคาสเตอร์ (Caster, -Gem) และดาวพอลลักซ์ (Pollux, -Gem) ซึ่งดาวทั้งสองอยู่ ในตำแหน่งศีรษะของคนคู่ และเท้าของคนคู่ทั้งสอง อยู่บนทางช้างเผือก (The Milky Way) ส่วนคนไทยเห็นกลุ่มดาวคนคู่ เรียงกันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายโ ลงศพ จึงเรียกชื่อกลุ่มดาวนี้ว่า “กลุ่มดาวโลงศพ” และเห็นดาวสามดวงที่อยู่ตรงด้านข้างโลงเหมือน นกกาที่มาเกาะโลงอยู่ แล้วเรียกกลุ่มดาวดังกล่าวว่า “กลุ่มดาวกา” เราสามารถเห็นกลุ่มดาวคนคู่ ขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ราวเที่ยงคืนของเดือนมกราคม

นิทานดาว คนคู่ เป็นฝาแฝดระหว่าง Caster และ Pollux (หรือ Polydeuces ในชื่อกรีก) โดยทั้งคู่ เป็นบุตรของเทพเจ้า โดยมีมารดา คือ Leda ผู้เป็นมเหสี ของกษัตริย์ Tyndareus แห่งเมือง Sparta ซึ่งนางได้ให้กำเนิดบุตร เป็นไข่ 2 ใบ ใบแรก ระหว่างนางกับกษัตริย์ Tyndareus กลายเป็น Helen of Troy ส่วนอีกใบ กับเทพเจ้า Zeus (หรือ Jupiter ในชื่อโรมัน) ในร่างของหงส์ (Swan) ซึ่งไข่ใบที่สอง กลายเป็น Caster และ Pollux โดยทั้ง คู่ เทพเจ้า Poseidon (หรือ Neptune ในชื่อโรมัน) ให้เป็นสมาชิก และผู้พิทักษ์เรืออาร์โก (Argo) ของกัปตันเจสัน (Jason) โดยทั้งคู่ จะยืนเหนือ กระโดงเสาของเรืออาร์โกเสมอ

กลุ่มดาวปู
(Cancer )

กลุ่มดาวปู เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สี่ของกลุ่มดาวจักรราศี เป็นกลุ่มดาวที่มีความสว่างปรากฏน้อยที่สุดในกลุ่มดาวจักรราศี ซึ่งไม่มีดาวดวงใดในกลุ่มดาวเลย ที่มีความสว่างปรากฏ น้อยกว่า 4.0 กลุ่มดาวปู อยู่ระหว่างกลุ่มดาวคนคู่ (Gemmini) และกลุ่มดาวสิงโต (Leo) โดยกลุ่มดาวปู จะขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืน ของปลายเดือนมกราคม และต้นเดือนกุมภาพันธ์

นิทานดาว ปูถูกจูโน (Juno) ส่งให้ไปทำร้ายเฮอร์คิวลิส (Hercules) ที่กำลังต่อสู้กับงูไฮดรา (Hydra) แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดจูโนจึงนำไปไว้บนท้องฟ้า กลายเป็นกลุ่มดาวปู

กลุ่มดาวสิงโต
(Leo)

กลุ่มดาวสิงโต เป็นกลุ่มดาวอันดับที่ห้าของกลุ่มดาวจักรราศี เป็นกลุ่มดาวที่อยู่ในแนวสุริยวิถีที่สังเกต และจดจำได้ง่าย โดยรูปสิงโตของกลุ่มดาวสิงโต จะหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ดาวในส่วนหัวของสิงโต จะเรียงกันเป็นรูปเครื่องหมายคำถามกลับด้าน (Reversed Question Mark) โดยมีดาว ฤกษ์สุกสว่างคือ ดาวเรกูลัส (Regulus, -Leo) ซึ่งจะอยู่ตรงตำแหน่งหัวใจของสิงโต จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ดาวหัวใจสิงห์ ซึ่งเป็นดาวหนึ่งในสี่ของดาว ราชาทั้งสี่ (The Four Royal Stars) เราสามารถเห็นกลุ่มดาวสิงโต ขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ราวเที่ยงคืนเดือนมีนาคม

นิทานดาว สิงโต เป็นราชาหรือเจ้าแห่งสัตว์ป่าของโลก ออกล่าเหยื่อรบกวนชาวบ้าน จึงถูกฆ่าโดยเฮอร์คิวลิส (Hercules) แต่เนื่องจากสิงโตตัวนี้ มีหนังหนาและเหนียว ฟันแทงไม่เข้า จึงถูกเฮอร์คิวลิสฆ่า โดยล็อคคอด้วยมือเปล่า (Headlock) จากนั้นเฮอร์คิวลิสก็ถลกหนัง โดยใช้เล็บของสิงโตเอง จากนั้น ก็เอาหนังมาทำเครื่องแต่งกาย และเกราะ ทำให้เฮอร์คิวลิสดูน่าเกรงขาม จากนั้น Selene เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ได้นำสิงโตขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า เป็นหนึ่งในกลุ่มดาวจักราศี โดยที่สิงโตจะวิ่งหนีเฮอร์คิวลิสตลอดเวลา โดยสิงโตอยู่สูงสุดบนท้องฟ้า ในขณะที่เฮอร์คิวลิสกำลังขึ้น และตกในขณะที่เฮอร์คิวลิส อยู่สูงสุดบนท้องฟ้าเสมอ

กลุ่มดาวหญิงสาว
(Virgo)

กลุ่มดาวหญิงสาว หรือกลุ่มดาวหญิงสาวพรหมจารี เป็นกลุ่มดาวอันดับที่หกของกลุ่มดาวจักรราศี มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่สอง รองจากกลุ่มดาวงูไฮดรา (Hydra) กลุ่มดาวหญิงสาว อยู่ทางซีกฟ้าใต้ มีลำตัวทอดยาวขนานไปตามแนวสุริยวิถี (อยู่ด้านเหนือ ของสุริยะวิถี) มีดาวฤกษ์สุกสว่าง คือ ดาวรวงข้าว (Spica, -Vir) เป็นดาวฤกษ์ที่เห็นได้เด่นชัดและหาได้ง่าย โดยลากเส้น จากแนวหางของกลุ่มดาวหมีใหญ่ (หรือกลุ่มดาวจระเข้) (Ursa Major) โค้งไปตามแนวโค้งของหาง ราว 30 องศา จะผ่านดาวดวงแก้ว (Arcturus, -Boo) และต่อไปอีกประมาณ 30 องศา ก็จะเป็นดาวรวงข้าวนี้ ถ้ามองไปทางซีกฟ้าใต้ กลุ่มดาวหญิงสาว จะอยู่สูงจากกลุ่มดาวม้าครึ่งคน (Centaurus) ประมาณ 30-40 องศา โดยกลุ่มดาวหญิงสาว จะขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของเดือนเมษายน

นิทานดาว เทพธิดาแอสเตรีย เป็นลูกสาวของจูปิเตอร์และเทมิส เธอลงมาจากสวรรค์ พร้อมน้องสาวชื่อว่า พูดิซิเตรีย ทั้งคู่ไร้เดียงสา ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ เทพธิดาแอสเตรีย เป็นเทพธิดาแห่งความยุติธรรม เธอปรารถนาให้โลกร่มเย็น ไม่เบียดเบียนกันและกัน แต่มนุษย์กลับรบราฆ่าฟันกัน ขโมยข้าวของ กดขี่ข่มเหง เธอทนไม่ได้จึงหนีเข้าไปอยู่ในป่า จนในที่สุด ต้องหนีกลับสวรรค์ โดยจะปรากฏให้เห็นเฉพาะ คนที่รักและใฝ่หาสันติภาพ กับความยุติธรรมเท่านั้น และเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ เธอจึงบดรวงข้าว แล้วหว่านเมล็ดข้าว ไปรอบฟ้า กลายเป็นทางช้างเผือกที่สวยงาม ร่มเย็น และสันติสุข

กลุ่มดาวคันชั่ง
(Libra)

กลุ่มดาวคันชั่ง เป็นกลุ่มดาวอันดับที่เจ็ดของกลุ่มดาวจักรราศี อยู่ระหว่างกลุ่มดาวหญิงสาว (Virgo) และกลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius) โดยกลุ่มดาวนี้ อยู่ตรงหน้า ของส่วนหัวแมงป่อง โดยที่ดาวอัลฟา (Zuben Elgenubi, -Lib) อยู่บนแนวสุริยะวิถี (Ecliptic) พอดี จะขึ้น ไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของต้นเดือนพฤษภาคม

นิทานดาว ชาวเมโสโปเตเมีย เป็นผู้กำหนดกลุ่มดาวนี้ เมื่อประมาณ 2000 ปีที่แล้ว โดยสังเกตว่า เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวนี้ กลางวันกับกลางคืนจะยาวเท่ากัน และเป็นเดือนกันยายน จึงเรียกว่า “September Equinox” (ในขณะที่ปัจจุบัน เราเรียกจุดนี้ว่า “Autumnal Equinox” และจุดนี้ ก็ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มดาวนี้แล้ว) จึงกำหนดให้คันชั่ง เป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม โดยมีเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม Astraeia เป็นผู้พิทักษ์ ซึ่งมีเทพธิดาแอสเตรีย หญิงสาว(Virgo) ผู้รักความบริสุทธิ์และยุติธรรมเป็นเพื่อน

กลุ่มดาวแมงป่อง
(Scorpius)

กลุ่มดาวแมงป่อง เป็นกลุ่มดาวอันดับที่แปดของกลุ่มดาวจักรราศี และเป็นกลุ่มดาวแนวกาแล็กซี่ ทางช้างเผือก (The Milky Way) พาดผ่าน เราสามารถเห็นกลุ่มดาวนี้ เป็นรูปแมงป่องได้ชัดเจน และมีขนาดใหญ่ ตั้งแต่หัวถึงหาง ยาวถึงประมาณ 30 องศาเลยทีเดียว กลุ่มดาวแมงป่อง จะขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของเดือนมิถุนายน โดยเมื่อขึ้นไปสูงสุดบนท้องฟ้า จะอยู่ทางทิศใต้ สูงจากขอบฟ้าประมาณ 45 องศา

นิทานดาว แมงป่อง เป็นสัตว์ที่จีอา (Gaea) เทพเจ้าแห่งโลก ส่งให้ไปทำร้ายนายพราน Orion จึงต้องหนีแมงป่อง แม้ว่าจะกลายเป็นกลุ่มดาว บนท้องฟ้าไปแล้ว โดยกลุ่มดาวแมงป่องจะขึ้น ในขณะที่กลุ่มดาวนายพราน กำลังตกลับขอบฟ้า อยู่ทิศตรงข้ามกันตลอดกาล

กลุ่มดาวคนยิงธนู
(Sagittarius)

กลุ่มดาวคนยิงธนู เป็นกลุ่มดาวอันดับที่เก้าของกลุ่มดาวจักรราศี โดยกลุ่มดาวคนยิงธนู จะเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยาย เป็นครึ่งม้า ครึ่งคน เหมือนกลุ่มดาวม้าครึ่งคน (Centaurus) เพียงแต่คนยิงธนูเป็นนายพราน จึงมักจะสับสนกันบ่อย กลุ่มดาวคนยิงธนูจะ หันปลายธนู ไปทางกลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius) แต่กลุ่มดาวที่ค่อนข้างสุกสว่างจริงๆ ของกลุ่มดาวนี้ เรามักจะเห็นเป็นรูปกาต้มน้ำ หันไปทางกลุ่มดาวแมงป่องมากกว่า โดยจะขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของต้นเดือนกรกฎาคม

นิทานดาว ชาวกรีกโบราณ ให้กลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของ Crotus ผู้ซึ่งมีร่างเป็นครึ่งม้า ครึ่งคน ยืนด้วยเท้าหลัง 2 ข้าง ส่วนชาวโรมัน ให้กลุ่มดาวคนยิงธนู เป็นหนึ่งในสัตว์เทพนิยาย ประเภทครึ่งม้า ครึ่งคน (Centaur) ซึ่งมีหัวหน้าคือ Chiron ซึ่งแทนด้วยกลุ่มดาวม้าครึ่งคน ( Centaurus) และผู้คนมักสับสน ระหว่าง 2 กลุ่มดาวนี้ ซึ่งข้อแตกต่างคือ คนยิงธนู (Sagittarius) เป็นพรานนักล่า (Hunter)


ขอบคุณที่มาจากรวมบ้านดาว http://student.nu.ac.th/clachpher/zodiac.html

กลางเดือนสุดท้ายของปี 2009

เอ็มนินโญ

ฝนดาวตกเจมินิดส์ 13 ธันวาคม 2552


ฝนดาวตกคนคู่ (Geminids) ปีนี้คาดว่าจะมีอัตราสูงสุดในคืนวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2552 จุดกระจายดาวตกอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ (ดูแผนที่ท้องฟ้า) ในภาวะอุดมคติที่ฟ้ามืดสนิทและจุดกระจายฝนดาวตกอยู่ที่จุดเหนือศีรษะ เกิดดาวตกสูงสุดด้วยอัตรา 120 ดวงต่อชั่วโมง

ฝนดาวตกคนคู่มีต้นกำเนิดจากดาวเคราะห์น้อยฟีทอน (3200 Phaethon) ซึ่งน่าจะเคยเป็นดาวหางมาก่อน ดาวตกโดยเฉลี่ยสว่างน้อยกว่าฝนดาวตกสิงโต เคลื่อนที่เร็วแต่ก็ยังช้ากว่าฝนดาวตกสิงโตเล็กน้อย มักมีสีขาว-เหลือง เป็นฝนดาวตกที่น่าสนใจในรอบปี เพราะมีจำนวนค่อนข้างมากและประเทศไทยอยู่ในฤดูที่มีแนวโน้มว่าท้องฟ้าส่วน ใหญ่ไม่ค่อยมีเมฆเป็นอุปสรรคมากนัก

สำหรับประเทศไทย พยากรณ์ว่าคืนวันที่ 13/14 ธ.ค. เวลา 23:00 – 06:00 น. อัตราดาวตกอยู่ที่ประมาณ 40-70 ดวงต่อชั่วโมง (สูงสุดในเวลาตี 3) คืนวันที่ 14/15 ธ.ค. เวลา 23:00 – 05:00 น. อัตราดาวตกต่ำลงไปอยู่ที่ประมาณ 30-45 ดวงต่อชั่วโมง (สูงสุดในเวลาตี 1) ทั้งนี้สำหรับสถานที่ซึ่งท้องฟ้าโปร่งและมืดสนิท ใจกลางเมืองที่มีแสงไฟและมลพิษรบกวน ตัวเลขอัตราดาวตกจากฝนดาวตกคนคู่จะลดลง 11 เท่า

การรอชมโดยนอนราบไปกับพื้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ฝนดาวตกเจมินิดส์ส่วนมากจะมีสีเหลืองและสีเขียว พร้อมกันนี้ในวันดังกล่าวยังสามารถชมปรากฏการณ์ดาวอังคารที่ใกล้โลกที่สุดใน รอบ 2 ปีที่จะเข้าใกล้โลกสูงสุดในวันที่ 18 ธ.ค. โดยขณะนี้สุกสว่างสีแดงอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่เช่นกัน

นอกจากนั้น ยังมีปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกที่สุดในวันที่ 18 ธ.ค.นั้น จะเข้าใกล้โลกที่ 88,262,820 ก.ม. โดยเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 2 ปี หลังจากเข้าใกล้โลกครั้งหลังสุดเมื่อปี 2548 ซึ่งครั้งนี้อยู่ห่างดาวอังคารมากกว่าครั้งที่แล้ว 20,552,260 ก.ม.

ขอบคุณข้อมูลจากสมาคมดาราศาสตร์ไทย

ใต้ฟ้าเมืองกรุง

เอ็มนินโญ

นํ้าผึ้งและใบโคลเวอร์

เก็บความฝันโยนขึ้นฟ้า

เธอกำลังทำอะไรอยู่นะ

ยังจำคาถาที่มีเพียงเราสองคนเข้าใจได้ไหม

สิ่งที่ไม่มีใครรู้ แต่ถึงรู้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ดังสีที่ระบายไปแล้ว ไม่มีวันกลับมาเป็นสีเดิม

นึกถึงสายลมในวันนั้น

วันคืนที่แบ่งปันเรื่องความหลังได้

วัยที่ไม่มีเวลาแม้แต่จะเหนื่อย

แม้จะล่วงเลยมาเป็นปี

ไม่ต้องสัญญาหรอกนะ

จะต้องได้พบกันอีก แน่นอน


เขียนจากเนื้อเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Honey & Clover

ทะเลหน้าหนาว

เอ็มนินโญ

ภาพที่คุณอาจไม่เชื่อว่า มันไม่ได้ถูก Photoshop

โครงรูปรถชิ้นนี้เป็นประติมากรรมซึ่งทำจากโครง เส้นลวด ถูกสร้างขึ้นมาโดยศิลปินที่ชื่อ Benedict Radcliffe

มีรายงานว่า มันเคยโดนใบสั่งด้วย จากการที่จอดในที่ที่ห้ามจอด

เรา เห็นอยู่นี้เป็นปกอัลบั้มในยุค 80 ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ได้ถูกตกแต่ง มันถูกถ่ายที่ Salar de Uyuni ในประเทศโบลิเวีย ที่ซึ่งเป็นทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ภาพ นี้เกิดจากน้ำขังในระดับตื้น ซึ่งทำให้คนสามารถไปยืนได้ ทำให้ดูเหมือนว่ายืนบนน้ำได้ มันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยมมาก

มาดูรูปนี้กัน มันดูเหมือนเป็นการวาดภาพแบบแย่ ๆ

แต่ จริง ๆ แล้วมันคือการก่อตัวของคลื่นโขดหินในอริโซน่า ซึ่งเกิดมาจากสันทรายในสมัยก่อน ได้ถูกลมพัดจนเกิดเป็นลวดลายอย่างที่เห็น และทำให้เรามองเห็นเป็นภาพลวงตา

ไม่ได้พูดเล่นนะ ทุกรูปที่เห็นมันอาจจะดูเฟค รวมไปถึงรูปข้างล่างนี่ด้วย

นี่ เป็นแผนการตลาดอันอัจฉริยะ เป็นความช่างคิด ที่เปลี่ยนจากลูกกรงเหล็กอันไม่น่าดู ให้กลายเป็นแอมป์กีต้าร์ นี่เป็นร้านกีต้าร์ซึ่งอยู่ที่เมืองเซาท์แธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ

นี่คือผู้หญิงซึ่งมีรอบเอวเล็กมาก เธอชื่อว่า Cathy Jung อย่างที่เห็นนี่แหละ หุ่นเธอดูน่าหวาดกลัวจริง ๆ
ต้อง ขอบคุณช่วงเวลาที่เธอใส่ corset ซึ่งเธอค่อย ๆ ลดขนาดมันให้เล็กลง ๆ จนตอนนี้เธอมีรอบเองแค่ 15 นิ้วเท่านั้น เป็นไปได้ว่าตอนนี้ปอดเธอคงจะถูกทำให้แบนราบ ซึ่งคงจะหนาพอที่จะเอามาห่อผล ไม้ได้แล้ว

ถ้า คุณยังไม่เคลียร์กับ ประติมากรรมรูปสามเหลี่ยมอันน่าทึ่ง ที่คุณเห็นอยู่นี้ ลองมองดูมันให้ใกล้ขึ้นจากมุมไปสู่อีกมุม นั่นแหละ มันดูเป็นไปไม่ได้อย่างที่สุดเลยใช่มั้ยล่ะ

เป็นการออกแบบของ MC Escher ซึ่งฉีกกฎทุก ๆ กฎที่เรารู้จักที่มีอยู่ในจักรวาลนี้เลยทีเดียว

เมื่อประติมากรรมซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Perth ประเทศออสเตรเลียนี้ ถูกมองในมุมที่ต่างออกไป คุณก็จะเห็นได้ถึงความซับซ้อนของมัน

โอ เค นี่อาจจะดูเหมือนเป็นการทำตลก ๆ ที่เกี่ยวกับเอฟเฟคภาพสะท้อน โดยการเอาเป็ดยางที่ดูตลก ๆ มาปะทับบนรูปท่าเรือซึ่งมีเรืออยู่เต็มไปหมด

แต่ มันไม่ใช่อย่างงั้น ศิลปินชื่อ Florentijn Hofman ได้สร้างเป็ดยางซึ่งมีความสูง 100 ฟุต และเอามาไว้ในน้ำซึ่งดูเหมือนกับ เป็นอ่างอาบน้ำของพระเจ้าอย่างงั้นแหล

ทำ ขึ้นมาทำไมน่ะเหรอ ? ตามคำบอกกล่าวของศิลปิน เค้าบอกว่า “เป็ดยางลอยน้ำซึ่งดูเป็นมิตรตัวนี้ จะช่วยให้คนรู้สึกผ่อนคลายจากความตึงเครียด ทันทีที่รู้ตัวว่าเกิดความเครียด เป็ดยาวตัวเนี้ยมันดูอ่อนโยน เป็นมิตรและเหมาะกับทุกวัย !”

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ทำให้เด็กกลัว”

ภาพ น่าขันนี้อยู่ในอินเตอร์เน็ตมาเป็นปี ๆ แล้ว ดูเหมือนจะเป็นความพยายามอย่างมาก ที่จะให้รถบรรทุกขนาดปกติขนเปลือกข้าวโพด อันมหึมาโดยผ่านการทำ Photoshop

แต่ วันนึง Reuters ก็ได้พบว่า มันเป็นรูปภาพจริงจากประเทศโซมาเลีย พวกเค้าไม่มีรัฐบาลที่จะมาคอยคุมกฎจราจร (คุณสามารถขับเลนซ้ายหรือขวาก็ได้ ตามต้องการ)

น่า เศร้าใจที่มันไม่มีกฎที่จะระบุว่า “คุณจะสามารถขนข้าวโพดขึ้นรถ บรรทุกได้สูงสุดจำนวนแค่ไหน” ดังนั้นคนท้องถิ่นเลยคิดว่า”งั้นก็คงขนขึ้นรถบรรทุกไ ด้ทั้งหมดน่ะแหละ ขนกันต่อเถอะ”

ตึก นี้อยู่ในประเทศยูเครนซึ่งมีกระดาน Crossword 100 ฟุตขนาดยักษ์อยู่ด้านข้างตึก ใช่แล้ว มันสามารถเล่นได้ด้วย เราคิดว่าถ้าคุณพยายามที่จะปีนขึ้นไป เพื่อพ่นสีใส่มัน คงมีบางคนจะต้องยิงคุณร่วงลงมาแน่ ๆ

คำใบ้นั้นถูกซ่อนอยู่รอบ ๆ ตัวเมือง และในแต่ละคืนคำตอบจะถูกส่องสว่างขึ้นมา

พวกนี้คือเมฆ Mammatus ซึ่งถือเป็นชื่อที่เหมาะสม เมื่อดูถึงความคล้ายคลึงกับเต้านม

ยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่ามันเกิดจากอะไร

นี่ เป็นตัวอย่างอันคลาสสิคเลย จากคำพูดที่ว่า”คุณคงไม่เชื่อหรอก ว่าไม่ได้ถูกตกแต่งด้วยphotoshop” หน้าปกแมกกาซีนปี 1965 เล่มนี้เป็นที่สงสัยว่าเป็นภาพปลอมหรือเปล่า

นี่ เป็นภาพแรก ๆ เลยที่ถูกถ่ายด้วยกล้อง endoscope เพื่อให้เห็นถึงการดำรง อยู่ของทารกในครรภ์ มันน่าอัศจรรย์มาก ที่ได้รู้ว่าจุดเริ่มต้นของมนุษย์ทุกคนนั้น เริ่มด้วยการว่ายน้ำหนีเพื่อเอาชีวิตรอดจาก interstellar jellyfish

มนุษย์ ต้นไม้ที่ดูเหมือนของปลอมอันน่าขำนี้ ถูกทำมาจากเทคนิคที่เรียกว่า การจัดท่าทางให้กับต้นไม้ ต้นไม้เหล่านี้จะถูกมัดไว้ และถูกทำการทาบกิ่งเวลามันโต จากนั้นก็ดัดมันไปในรูปแบบที่ตลก ๆ ตามที่ต้องการ

ถ้าคุณเป็นโรงกลัวแมงมุม และกำลังหายใจไม่สะดวกจากการที่กำลังมอง ผลงานของแมงมุมยักษ์อยู่ อย่าวิตกไป

จริง ๆ แล้วมันเป็นใยแมงมุมที่มีขนาดใหญ่มโหฬาร ซึ่งประหลาดมาก เกิดขึ้นจากแมงมุมล้าน ๆ ตัวชักใยร่วมกัน ซึ่งเมื่อก่อนวิทยาศาสตร์คิดว่า มันไม่น่าเป็นไปได้

ดูนี่สิ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด คล้าย ๆ กับสายไหมเลย นี่ไม่ใช่โฟโต้ช็อป มันคือโปรแกรม paint ฮา

เปล่า ๆ อันที่จริง มันคือรูป ๆ นึงในหลาย ๆ รูปจากอิรัก ในภาพคือพายุทะเลทรายเมื่อปี 2005 (คนถ่ายบอกว่าใช้เวลาเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น มันก็มาปกคลุมไปทั่วตัวเค้าแล้ว)

ว้าว! นี่หรือคือปลายทางของสายรุ้ง

รูปภาพนี้กระจายอยู่ทั่วอินเตอร์เน็ต มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว โดยบอกว่าคนถ่ายได้เจอจุดที่มันลงสู่พื้นดินแล้ว ซึ่งอยู่บนทางด่วน

ฝรั่ง เชื่อว่า ที่ปลายทางของสายรุ้งจะมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ ซึ่งปกติเรารู้อยู่แล้วว่ารุ้งมันไม่มีปลายทาง ภาพนี้คงทำให้คุณเข้าใจเสียใหม่ได้ เป็นภาพที่บังเอิญถ่ายติดมาจากฝรั่งคนหนึ่ง และเมื่อเอาลงกระทู้พบว่ามีผู้สนใจจำนวนมาก

แต่ ก็เถียงกันไปมาว่า Photoshop แหง อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะหมอกที่ต่ำมาก และการสะท้อนของแสงที่พอดีเป๊ะ เลยทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นได้

ใคร ที่ได้เห็นภาพนี้อาจจะมองว่า “แล้วประเด็น มันอยู่ตรงไหน?” ก็แค่เอารูป 2 รูปมารวมกัน ระหว่างรูปเรือขนน้ำมันขนาดยักษ์ กับรูปเมืองเล็ก ๆ เมืองนึงที่ดูสงบดี

แต่ ความจริงแล้วมันคือภาพเดียวกัน ภาพนี้เป็นรูปภาพของเรือ The Pasha Bulker เป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากสภาพอากาศที่ย่ำแย่ บวกกับกัปตันมัวแต่กินอาหารเช้าอยู่ด้วย -*- ทำให้เรือขึ้นมาเกยตื้นที่ชายฝั่งของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นที่สนใจ ของนักท่องเที่ยวไม่น้อยเลยทีเดียว

นี่ เป็นรูปถ่ายพายุทอร์นาโด ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งดูคล้ายภาพแต่งที่ถูกทำขึ้นอย่างในหนังทีวี แต่ถ้าภาพนี้เป็นภาพปลอม งั้นก็คงหมายความว่า National Geographic โกหกเราแล้วล่ะ พายุลูกนี้สูง 4,000 ฟุตในรัฐแคนซัส

รูป นี้ดูคล้ายกับเป็นโฆษณาลิปสติก แต่อันที่จริงแล้ว มันเป็นสัตว์ที่มีชื่อว่า “rosy-lipped batfish” ซึ่งดูแล้วชื่อเหมาะสมกับตัวดี แต่คงจะเหมาะกว่านี้ถ้าหากมันชื่อ “the scowling old lady at the DMV” นั่นคงจะเพอร์เฟคเลยล่ะ

มันจะใช้ขาหรือครีบของมันคลานไปบนพื้นทะเล เห็นได้ชัดเลยว่ามันขี้เกียจเกินไปที่จะว่ายน้ำ

อันที่จริงภาพแบบนี้ มีอยู่หลายภาพเลยทีเดียว ภาพนี้เป็นการเพ้นท์พื้นถนนบริเวณละแวกบ้านของ Edgar Mueller หลอกตาได้เนียนจริง ๆ

Why Buy a New Camera When You Can Strap the Hubble Telescope to the Front of Your Handheld?

นี่เป็นเลนส์กล้องจริง ๆ จากผู้ผลิต Sigma

ว่า กันว่า พวกรับจ้างถ่ายรูปแต่งงานคงไม่ต้องอยู่ในงานแต่ง เพื่อถ่ายรูปอีกต่อไป และพวกปาปารัซซีก็ยังสามารถขโมยภาพแต่ง ด้วยการถ่ายในระยะที่ห่างออกไปถึง 30 ช่วงตึกเลยทีเดียว

ผู้ชายในรูปภาพแค่โพสท่าเอาฮา จริง ๆ แล้วต้องมีขาตั้งด้วย

แสดง ให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะอยู่ในช่วงวิกฤต แต่ก็ไม่ได้มีความหมายกับชาวญี่ปุ่นเลย พวกเขาได้สร้างหุ่น Gundam ขนาดเสมือนจริงขึ้นมา

อ้อ แล้วก็ มันมีเครื่องยนต์อยู่ข้างในด้วยนะ เพราะฉะนั้นมันเคลื่อนไหวได้ด้วย

นี่มันเหมือนภาพตามเว็บโฟโต้ช็อปชัด ๆ แต่อันที่จริงแล้วหมาเหล่านี้มีอยู่จริงในฟิลิปปินส์ มันเกิดมาโดยปราศจากขาหน้า

นี่ดูเหมือนจะเป็นการแข่งขันโฟโต้ช็อปในหัวข้อที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าโฆษณา เข้ามาสู่ชีวิตของคุณและพังรถคุณ”

แต่นี่เป็นรูปภาพจริงจากโฆษณาในโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ

โฆษณาตัวนี้ไม่ใช่โฆษณาสี แต่เป็นโฆษณาประกัน

รูปนี้คงจะดูเหมือนรูปเฟค UFO ซึ่งกำลังยิงเลเซอร์สีชมพูไปทางด้านขวามือ

แต่ อันที่จริงแล้วมันคือก้อนเมฆ ซึ่งเกิดจากการตั้งฉากกับทิศทางลม ทำให้มันหมุนรวมกันดูมีรูปทรงคล้ายหม้อดิน แต่เนื่องจากพระอาทิตย์กำลังตก จึงทำให้แสงสีชมพูของพระอาทิตย์มาเพิ่ม layer ของเมฆนี้ให้มันดูน่าอัศจรรย์มากขึ้น

นี่เป็นรูปถ่ายในกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย

มันอาจจะดูเหมือนมีใครบางคนเอา BB gun มายิงหน้าจอคุณจนเป็นรอยร้าว(หรือมีใครปาหินใส่หน้าจ อ -*-)

จริง ๆ แล้วมันคือประติมากรรมยักษ์ซึ่งมีชื่อว่า The B of the Bang ตั้งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

เนื่องจากประติมากรรมนี้ไม่ปลอดภัย เพราะเดือยแหลมของมันนั่นแหละ จึงทำให้เกิดการฟ้องร้องและปิดพื้นที่นั้นซะ
ปัจจุบัน มันถูกรื้อออก และเก็บไว้ในที่ไหนซักแห่ง รอหาเงินทุนเพื่อทดสอบความปลอดภัย เพื่อที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นไปได้ว่าถ้าสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง คงต้องมีคนคอยปีนไปเก็บนกที่โดนเสียบบนนั้น เดือนละครั้งแน่ ๆ

นี่เป็นภาพลวงตาที่หายาก ซึ่งไม่สนใจว่าคุณจะประทับใจมันหรือไม่
ใน ตอนแรกคุณอาจจะคิดว่ านี่เป็นการตกแต่งโฟโต้ช็อปโดย ใครบางคนที่ไม่เอาไหน ทางด้านคณิตศาสตร์เลยจริง ๆ จนกว่าคุณจะลองขยับไปอยู่
ด้านข้าง จึงจะค้นพบได้ว่า นี่มันกลุ่มกองเศษของที่ไม่ใช้แล้วชัด ๆ งานชิ้นนี้ใช้เวลาทำถึง 2 อาทิตย์เลยทีเดียว

นี่อาจจะเป็นอีกรูปที่จัดอยู่ในหมวด “นี่มันเป็น CGI ที่แย่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นเลย!”

นี่คือ “fire whirl” เป็นปรากฏการณ์ชั่วขณะซึ่งเกิดจากอากาศหมุนตัว ถ่ายโดยช่างกล้องผู้โชคดีคนนึง

ถ้าคุณไม่แน่ใจในสิ่งที่คุณกำลังเห็น เราไม่ว่าคุณหรอก คิดว่ามันจะเป็นหินก้อนใหญ่ ที่ตกลงมาทับเมืองหรือเปล่า?

โชคไม่ดีที่รูปภาพทั้งหมดของเมือง Setenil de las Bodegas ในประเทศสเปนยังดูงง ๆ อยู่

แนว หินด้านบนดูลักษณะเหมือนกับว่า จะค่อย ๆ กลืนพื้นที่ด้านล่างทั้งหมด อย่างช้า อย่างกับพล็อตหนังแนวภัยพิบัติที่เลวร้ายที่สุด เท่าที่เคยมีมาอย่างงั้นแหละ

ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาสร้างเมืองในรูปแบบนั้น ยัดเข้าไปอยู่ใต้แนวโขดหินที่ยื่นออกมา ถ้าถามเหตุผล คงไม่มีใครในเมืองอธิบายได้

นี่เป็นรูปภาพที่ถ่ายโดยบังเอิญ ขณะที่มอเตอร์ไซค์กระโดด
พีระมิดที่เห็นด้านหลังนั้นไม่ใช่พีระมิดโฟมนะ แต่เป็นพีระมิดจริง ๆ

รูปนี้ถูกถ่ายจากงานแสดง ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของพีระมิดกิซ่าของจริง

ขอบคุณที่มาจาก http://www.fwdder.com

เดือนสุดท้ายของปี

เอ็มนินโญ

สมาคมดาราศาสตร์ไทย แจงข้อสงสัย 2012 วันสิ้นโลก

จากเนื้อหาในอีเมล์โลกแตก 2012 ที่แพร่สะพัด ทำให้สมาคมดารา ศาสตร์ โดย นายวิมุติ วสะหลาย ได้เขียนชี้แจงข้อเท็จจริงว่า

(1) ปฏิทินมายาทำนายว่า ปีค.ศ. 2012 เป็นวาระสุดท้ายของโลกจริงหรือ?

ตอบ : ปฏิทินมายามีหลายแบบ แบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปี ค.ศ.2012 คือแบบที่เรียกกันว่า ปฏิทินรอบยาว (long count) ระบุวันด้วยชุดของตัวเลข ตัวเลขชุดนี้แทนวันที่ได้ยาวนาน 5,126 ปี เทียบกับวันที่ตามระบบปฏิทินสากลตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 3,114 ปีก่อน คริสตกาลไปจนสุดจำนวนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012

การสิ้นสุดของตัวเลขปฏิทินมายา หรือการครบจำนวนสูงสุดที่กำหนดไว้ในระบบนับวันระบบใดระบบหนึ่ง จะแสดงถึงการสิ้นสุดของโลกเชียวหรือ

คอมพิวเตอร์สมัยก่อนก็มีระบบปฏิทินในตัวเครื่องที่แสดงวันเดือนปีได้จน ถึงสิ้นค.ศ.2000 อันเป็นที่รู้จักกันในนามของปัญหา Y2K แต่เมื่อสิ้นสุดค.ศ.2000 โลกก็ไม่ได้แตกตามระบบนับวันของคอมพิวเตอร์

ทำนองเดียวกัน โลกก็จะไม่แตกสลายเพราะว่าสุดตัวเลขปฏิทินมายา หลังวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 ปฏิทินมายาก็จะเริ่มนับรอบใหม่

(2) ในปีค.ศ.2012 จะเกิดพายุสุริยะโจมตีโลกจริงหรือ?

ตอบ : จริง พายุสุริยะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกือบตลอดเวลาและส่งผลกระทบถึงโลก และมีระดับความรุนแรงผันแปรเป็นคาบ คาบละประมาณ 11 ปี คาบที่ชัดเจนนี้ทำให้นักดาราศาสตร์พยากรณ์ได้ว่าช่วงสูงสุดหรือต่ำสุดของ วัฏจักรสุริยะจะเกิดขึ้นเมื่อใด ช่วงสูงสุดของวัฏจักรที่จะเกิดในครั้งถัดไปคาดว่าจะอยู่ในช่วงกลางค.ศ.2013

ช่วงสูงสุดของวัฏจักรสุริยะกินเวลายาวนานข้ามปี ดังนั้น แม้ช่วงสูงสุดจะอยู่ในค.ศ.2013 แต่พายุสุริยะก็เริ่มจะกระหน่ำโลกตั้งแต่ก่อนค.ศ.2012 แล้ว

แม้ช่วงปี 2013 จะอยู่ในช่วงสูงสุดของวัฏจักรสุริยะ แต่พายุสุริยะที่จะเกิดขึ้นก็ไม่ได้รุนแรงมากไปกว่าที่เคยเกิดขึ้นในรอบก่อน ซึ่งเกิดในราวปี ค.ศ.2000, 1989 และก่อนหน้านั้น ความจริงมีแนวโน้มว่าช่วงสูงสุดของวัฏจักรที่จะมาถึงในปี 2013 จะอ่อนกำลังกว่าวัฏจักรก่อนหน้านี้เสียด้วยซ้ำ

(3) ปี 2012 สนามแม่เหล็กโลกจะเปลี่ยนตำแหน่งจริงหรือ?

ตอบ : จริง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่กำลังจะเกิดในค.ศ.2012 หากแต่เกิดขึ้นตลอดเวลา นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าขั้วแม่เหล็กโลกมีการเคลื่อนที่ตั้งแต่ที่ค้นพบขั้ว เหนือแม่เหล็กโลกเมื่อกว่าศตวรรษก่อนแล้ว การเคลื่อนที่นี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ด้วยอัตราเฉลี่ยประมาณ 1 องศาต่อ 1 ล้านปีหรืออาจเร็วกว่านั้น การสำรวจในช่วงไม่กี่ปีมานี้พบว่า ขั้วเหนือแม่เหล็กโลกเคลื่อนที่เร็วขึ้น แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่าโลกใกล้สลับขั้วหรือกำลังวิปริต เพราะอัตราการเคลื่อนที่มีขึ้นมีลงอยู่เสมอ

 

(4) หากเกิดการสลับขั้วแม่เหล็กโลกจริง จะทำให้เกิดหายนะถึงขั้นผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากหรือไม่

เนื่องจากสนามแม่เหล็กโลกมีบทบาทสำคัญใน การเป็นเกราะคุ้มกันรังสีอันตราย จากห้วงอวกาศ ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าหากเกิดความผิดปกติของสนามแม่เหล็กโลก เช่น สนามแม่เหล็กหายไปซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีการสลับขั้วแม่เหล็ก ก็ย่อมส่งผลต่อสรรพชีวิตบนพื้นโลกอย่างแน่นอน

ผลกระทบที่ว่านี้จะรุนแรงถึงขั้นบาดเจ็บล้มตายหรือเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่หรือไม่? ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น

จากการเทียบบันทึกการสลับขั้วแม่เหล็กโลกในอดีตซึ่งเกิดแล้วหลายครั้ง เราไม่พบว่ามีความสอดคล้องกับเวลาที่เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เคยเกิด ขึ้นบนโลก นี่น่าจะพอเบาใจได้ในระดับหนึ่งว่า หากโลกสลับขั้วแม่เหล็กในช่วงนี้ก็คงไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย

 

(5) ดาวนิบิรุ มีจริงหรือไม่?

“นิบิรุ” เป็นชื่อเทพองค์หนึ่งของบาบิโลน ส่วนดาวนิบิรุเป็นดาวตามทฤษฎีของ “เซชาเรีย ซิตชิน” ซึ่งอ้างว่าถอดความมาจากจารึกของชาวสุเมเรียน ทฤษฎีนี้กล่าวว่าดาวนิบิรุเป็นดาวที่มีสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมอาศัยอยู่ และเคยมาเยือนโลกเมื่อนานมาแล้ว

แม้เรื่องดาวนิบิรุจะได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบเรื่องลึกลับ เรื่องจานบิน เรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่เนื่องจากทฤษฎีนี้มีหลักฐานอ่อนมากและตั้งอยู่บนจินตนาการมากกว่าเหตุผล จึงไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างในวงการวิทยา ศาสตร์ รวมถึงนักวิชาการด้านสุเมเรียนด้วย

ขอบคุณข้อมูลจากสมาคมดาราศาสตร์ไทย

ปลายปี 2010

เอ็มนินโญ

นอนดูฝนดาวตกบนฟ้า ใครว่าวิทยาศาสตร์ไม่โรแมนติก

leonids 2009

ฝนดาวตกสิงโตในช่วงปลายฝนต้นหนาวปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก เพราะนักดาราศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะมีปริมาณฝนดาวตกที่มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา แม้จะไม่เยอะเท่าปี 2544 แต่ 200 ดวงต่อชั่วโมงก็นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาดูยากมาก

อนึ่ง ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโตที่มีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ภาพดาวตกพรั่งพรูเต็มท้องฟ้า ประมาณ 1,000 ดวงต่อชั่วโมง  มองได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศแม้แต่ในกรุงเทพฯยังคงติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน  น่าเสียดายที่ผมพลาดโอกาสนั้นไป  จึงหมายมั่นปั้นมือว่าฝนดาวตกสิงโตครั้งนี้ พลาดไม่ได้

พอพูดถึงวิทยาศาสตร์หลายคนมักคิดว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่สำหรับปรากฏการณ์ต่างๆบนท้องฟ้า โดยเฉพาะดวงดาวนั้นเป็นกรณียกเว้น มีคนรู้จักของผมอย่างน้อย 2 คนที่เล่าถึงประสบการณ์การชมฝนดาวตกตอนปี 2544 ให้ฟัง สิ่งที่แจ่มชัดไม่ใช่แค่ความงดงามของฝนดาวตก ทว่า คนที่นอนดูด้วยกันก็สวยงามไม่แพ้ใคร ซึ่งก็คือแฟนคนปัจจุบันของพวกเขานั่นเอง

สองทุ่มของวันที่ 17พย.2552 ผมนั่งอยู่บนรถบัสของสมาคมดาราศาสตร์ไทย เรากำลังมุ่งหน้าสู่ โป่งก้อนเส้า จังหวัดสระบุรี มองออกไปนอกหน้าต่างท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนเมฆ ฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ไกลๆ อดกังวลไม่ได้ว่าฝนที่ตกลงมาในช่วงเย็นจะทำให้พลาดโอกาสการดูฝนดาวตก

หน้าหนาวดาวสวย เป็นคำที่ได้ยินบ่อยๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ฟ้าเปิด ฝนดาวตกสิงโตที่เกิดในช่วงฤดูหนาวจึงเป็นขวัญใจของนักดูดาว แย่หน่อยที่ปีนี้อากาศโลกแปรปรวน ฝนลากยาวมาถึงกลางเดือนพฤศจิกายน

กระนั้น คณะดูดาวของเราที่มีทั้ง เด็กประถม นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ แม่บ้าน คนทำงาน ต่างมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าเช้ามืดวันพรุ่งนี้ (18 พย.) จะได้เห็นปรากฏการณ์ฝนดาวตก

4 ทุ่มกว่าๆใกล้ถึงจุดหมาย หลายคนก็ยิ้มออก เมื่อห่างไกลแสงสีจากเมืองใหญ่ ท้องฟ้าก็ปรอดโปร่งและมืดสนิท  กลุ่มดาวฤดูหนาวเริ่มปรากฏขึ้นบนแผ่นฟ้า เมื่อถึงที่พัก หลังลงจากรถพวกเราจึงพากันตื่นตาตื่นใจกับหมู่ดาวจนลืมเหนื่อย ลืมหิวกันเลยทีเดียว

ทานอาหารมื้อดึกเสร็จ พวกเราก็แยกย้ายกันเข้าที่พักเพื่อนอนเอาแรง โดยมีนัดกันตั้งแต่ตี 1 จนถึงตี 5 ใครไม่ไหวจะหลับไปก่อนก็ได้ ถึงช่วงไฮไลท์ตอนตี 3 ทีมงานของสมาคมฯจะไปปลุก ผมทิ้งตัวลงนอนได้ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็สะพายกล้องออกจากห้องพักไปยังจุดชมดาว ฟ้าสวยขนาดนี้ใครจะไปหลับลง หลายคนก็เป็นเหมือนผม บรรยากาศการดูดาวจึงคึกคักตั้งแต่ช่วงรอยต่อของวันใหม่

ทำเลที่เป็นจุดดูดาวของพวกเราในวันนี้ถือว่าดีมาก สามารถเห็นท้องฟ้าได้ 360 องศา เบื้องหน้าคือทิศตะวันออกซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มดาวสิงโตเริ่มเคลื่อนตัวขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้า ฝนดาวตกจะพุ่งขึ้นตรงบริเวณนั้น ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งเย็น ลมแรง หันหลังกลับไปดูทางทิศตะวันตกเมฆบางๆกลุ่มใหญ่กำลังลอยตัวมา

ขณะที่เรากำลังมองไปทางทิศเหนือเพื่อทำความรู้จักกับกลุ่มดาวต่างๆ รอเวลาการมาถึงของฝนดาวตกสิงโต  อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ในเวลาตี 1 กว่าๆ ฝนดาวตกดวงแรกก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทางปลายฟ้าทิศตะวันออก ลักษณะเป็นดวงไฟสีเหลืองหางยาว มีไม่กี่คนเท่านั้นที่เห็น จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันหาจุดเหมาะ ยืน นั่ง หรือนอนดูฝนดาวตกที่ค่อยๆเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า

ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ถ้าไม่นอนแล้วจ้องไปที่ท้องฟ้าโดยไม่กระพริบตา ก็ไม่อาจเห็นฝนดาวตกได้ทุกดวง เวลาที่เกิดขึ้นนั้นสั้นเพียงไม่กีวินาที เพราะมัวแต่ง่วนกับการตั้งกล้องถ่ายภาพ  และเผลอมองกลุ่มดาวบางจุดบนฟ้า กว่าผมจะได้เห็นฝนดาวตกดวงแรก ก็เป็นลูกที่ 6 ของคืนนี้

อากาศจากเย็นกลายเป็นหนาว บางคนถึงขนาดเอาผ้าห่มหมอนออกมานอนดู ฝนดาวตกทยอยผุดให้เห็นบ่อยขึ้น ทุกครั้งก็จะมีการส่งเสียงบอกให้คนอื่นๆรู้ ทุกคนก็จะพร้อมใจกันหันไปดู ทันบ้างไม่ทันบ้าง (ถ้าเฮกันดังๆหน่อยนี่บรรยากาศคล้ายๆดูบั้งไฟพญานาคมากๆ) พวกเราช่วยกันบันทึกรายละเอียดไว้ทุกลูก ถึงตอนนี้มีหลายคนมือไวจับภาพฝนดาวตกสิงโตได้แล้ว

ตี 3 เข้าสู่ช่วงที่ทรมานที่สุด เมื่อความหนาวเย็นของอากาศบวกกับความง่วงเข้าแทรกซึมในร่างกาย ฝนดาวตกขาดช่วงหายไปพักใหญ่  เมฆบางๆเริ่มบดบังท้องฟ้าทางทิศตะวันออกจนหมด โชคดีที่โลกยังคงหมุน บัดนี้กลุ่มดาวสิงโตจึงขยับมาอยู่กลางฟ้า ตรงหัวเราพอดิบพอดี ดาวตกกลับมาเป็นดาวตรงจริงๆเพราะมีทิศทางพุ่งลงตามการเคลื่อนที่ของดวง ดาว หลายคนเผลอหลับไป บางคนเดินไปมาเพื่อทำให้ร่างกายตื่นตัว

ผมเดินเข้าไปในห้องอาหารเพื่อหลบลมหนาวที่พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ อาศัยงีบหลับเป็นพักๆ จากนั้นก็ออกมานอนดูดาวต่อ ทำให้เข้าใจได้ว่าการจะได้ดูอะไรที่สวยงามนี่ต้องใช้ความอดทนพอสมควร ก็คงคล้ายกับบางสิ่งที่มีคุณค่ามากๆบนโลกนี้ ที่คนที่มีความพยายามเท่านั้นจึงจะได้เชยชม

เข้าสู่ช่วงไฮไลท์ของการชมฝนดาวตกสิงโต ตี 4 ครึ่ง กลุ่มดาวต่างๆเดินทางมาอยู่ทางทิศตะวันตก เราจึงต้องพากันกลับหัวและย้ายที่เพื่อมองไปในทิศตรงข้าม ฝนดาวตกเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ  กระทั่งถึงตี 5 ฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้น คํ่าคืนที่แสนยาวนานครั้งหนึ่งในชีวิตได้ผ่านพ้นไป

สรุปพวกเรานอนนับฝนดาวตกสิงโตได้รวม 100 กว่าลูก แม้จะไม่ทันได้เห็นดาวตกที่เป็นฝน แต่การได้เห็นไฟร์บอล ลูกไฟหลากสีทั้ง แดง เขียว เหลือง ฟ้า นํ้าเงิน สว่างวาบบนท้องฟ้าก็คุ้มค่ามากแล้ว ดาวตกมากมายขนาดนี้เชื่อว่าหลายคนคงแอบขอพร ผมก็ไม่ลืมที่จะพนมมืออธิษฐานกับเขาเหมือนกัน ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ขอเก็บเป็นความลับละกัน

อดนอน ทนหนาว ตากนํ้าค้าง รอดูฝนดาวตกบนฟ้า สิ่งพวกเราทำช่วยยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า วิทยาศาสตร์ ก็โรแมนติกกับเขาเหมือนกัน

มีคลิปฝนดาวตกมากฝาก

ฝนดาวตก Orionid Meteor Shower 2009

http://cool.mthai.com/1257

ฝนดาวตก ลีโอนิดส์ Leonid Meteor 2009

http://cool.mthai.com/1259

http://cool.mthai.com/1258

อย่าลืมอธิษฐานกันด้วยนะครับ ^^

คืนที่ดาวเต็มฟ้า

เอ็มนินโญ

พระอาทิตย์ทรงกลด สิ่งมหัศจรรย์เล็กๆบนเอกภพ

พระอาทิตย์ทรงกลด

พระอาทิตย์ทรงกลด

พระอาทิตย์ทรงกลด (Sun halo) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นภาพสะท้อนพระอาทิตย์หลายๆดวงซ้อนกัน ขนาดโตกว่าปกติ มีรัศมีสีรุ้งโดยรอบ ดวงที่อยู่ตรงกลางมีความสดใสมากที่สุด

สาเหตุการเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด เกิดขึ้นจากบรรยากาศของโลกในชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นล่างสุด และเป็นที่อยู่ของกลุ่มเมฆจำนวน มาก มีอากาศเย็นจัดตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น จนทำให้ละอองน้ำในอากาศ ณ เวลานั้นๆ แข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งอนุภาคเล็กๆ จำนวนมหาศาลลอยอยู่บนท้องฟ้า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น และส่องแสงทำมุมกับเกล็ดน้ำแข็งได้อย่างเหมาะสม จะเกิดการหักเหและการสะท้อนของแสง ทำให้เกิดเป็นแถบสีรุ้ง (sprectrum) คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำหลังฝนตกขึ้น

ทั้งนี้ พระอาทิตย์ทรงกลด มีหลักการเกิดเช่นเดียวกับดวงจันทร์ทรงกลด คือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในบรรยากาศโลก แต่เนื่องจากแสงอาทิตย์มีความสว่างจ้ามาก อาทิตย์ทรงกลดจึงไม่ได้มี เฉพาะแสงเรือง 1 วง หรือ 2 วงเท่านั้น บางครั้งอาจมีแสงเรือง เป็นแนวโค้งหลากหลายรูปแบบปรากฏให้เห็นได้

Sunhalo

Sunhalo

ส่วนแสงสีที่ตามองเห็นนั้น จะขึ้นกับการทำมุมของแสงอาทิตย์และเกล็ดน้ำแข็ง แต่โดยทั่วไปเรามักจะเห็นเป็นแสงสีเหลืองอ่อนๆ มากที่สุด ถ้าเกิดจากการสะท้อนของแสงจะปรากฏเป็นสีเขียว แต่ถ้าเกิดจากการหักเหของแสงจะเป็นสีแดงเพลิงในตอนกลาง และเป็นสีน้ำเงินปนแดงตามขอบนอก

ขนาดของพระอาทิตย์ทรงกลดจะมีขนาดแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากจะมีขนาดเฉลี่ย 30 องศา โดยการลากเส้นตรง 2 เส้น มาบรรจบกันที่ดวงตาผู้มอง ได้แก่ เส้นตรงที่ลากจากกึ่งกลางของปรากฏการณ์มาที่ตาผู้มอง และเส้นตรงที่ลากจากขอบของปรากฏการณ์มาที่ดวงตาผู้มอง

บางครั้งเกล็ดน้ำแข็งของละอองไอน้ำเหล่านี้ จะทำหน้าที่หักเหทางเดินของแสงอาทิตย์ และก่อให้เกิดภาพขยายขึ้น เช่นเดียวกับที่กระจกหรือเลนส์นูนทำให้เกิดภาพขยาย

4a2c7bef32b21

สำหรับความถี่ในการเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดไม่สามารถคาดการณ์การเกิดล่วงหน้าได้ แต่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย พบได้มากในปีที่มีฝนหลงฤดู จึงทำให้มีความชื้นในอากาศมากตามไปด้วย จะเกิดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งมีความชื้นจากฝนมาก เวลาที่เหมาะสมได้แก่ ช่วงก่อน 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงเศษๆ ซึ่งเกล็ดน้ำแข็งยังไม่ละลาย แต่เมื่อเลยเที่ยงวันไปแล้ว โอกาสที่จะเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเกล็ดน้ำแข็งจะได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากจนละลายหมดไป

ความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดของคนไทย คนไทยนับถือดวงอาทิตย์เป็นเทวดาเบื้อง บนองค์หนึ่ง สังเกตจากการเรียกนำหน้าว่า “พระ” ส่วนกลดก็ถือเป็นของสูงสำหรับพระ เช่น กลดของพระธุดงค์ ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบได้กับกลดของพระที่กำลังถูกล้อมรอบไว้ด้วยแสงของดวง อาทิตย์ไว้นั่นเอง จึงถือเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ เป็น มหิธานุภาพ ของดวงอาทิตย์ มีความหมายในทางที่ดี มีมงคลแก่ทุกคนบนโลก

10fullt

ในวันที่เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดจะเป็นวันที่อากาศไม่ร้อนจัด ไม่มีฝนตกปุบปับอย่างแน่นอน เว้นแต่จะมีลมพายุพัดเมฆฝนจากที่อื่นมา จึงสามารถจัดกิจกรรมหรือประเพณีในวันที่มี พระอาทิตย์ทรงกลดได้ดี

จะเห็นได้ก็เฉพาะผู้ที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าบ่อย ๆเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีโอกาสเห็นอาทิตย์ทรงกลด ในเวลากลางวัน และดวงจันทร์ทรงกลดในเวลากลางคืน  อาทิตย์ทรงกลดมองดู ได้ด้วยตาเปล่า แต่ห้ามมองตรงไปที่ดวงอาทิตย์

แม้ผมจะมองท้องฟ้าบ่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเห็น พระอาทิตย์ทรงกลด สักครั้ง อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์นี้นับว่าหาดูไม่ยากเลยเมื่อเทียบกับปรากฏการณ์อื่นๆในเอกภพ เพราะเงื่อนไขในการเกิดน้อยมาก จึงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากสองแขนงวิชาที่ต่างกัน คือ วิทยาศาสตร์ กับ โหราศาสตร์

ส่วนตัวแล้วมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งติดตัวมาตลอดว่า ธรรมชาติ คือสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดแล้ว

halo

Halo_22_asteen_kaari

y1pRBV-vV5I8ewwU4BBlXH

วันฟ้าหลังฝนในฤดูหนาว

เอ็มนินโญ

นาซา พบแหล่งนํ้าบน ดวงจันทร์

moon

วันนี้ (14 พย. 2552) ใครที่เขาเว็บไซต์ Google ต้องพากันสงสัยกับรูปสัญลักษณ์ที่เปลี่ยนไป เป็นภาพดวงจันทร์ถูกยิงแล้วมีของเหลวเหมือนนํ้าพุ่งออกมา

ไขข้อข้องใจเลยแล้วกัน เมื่อคืน( ศุกร์ 13 พย.)ถือเป็นวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งของวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ กับการค้นพบครั้งใหญ่ขององค์กรนาซา หลังการทดลองยิงพื้นผิวดวงจันทร์เพื่อค้นหาแหล่งนํ้า ในที่สุดความพยายามก็เป็นผล

นาซาเปิดแถลงข่าวว่าพบนํ้าจำนวนหนึ่งบนดวงจันทร์ ซึ่งพบเป็นชั้นนํ้าแข็งบางๆจับตัวอยู่ในบริเวณหนึ่ง แม้จะไม่มากแต่นํ้าก็เป็นสัญญาณการบ่งบอกถึงการมีชีวิต

water on the moon

แอนโธนี คอลาเพรต นักวิทยาศาสตร์จากนาซ่ารายงานถึงการค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ในปล่องภูเขาไฟใกล้ กับขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์ว่าทีมของนาซ่าใช้ข้อมูลที่ได้จากสเปกโทรมิเตอร์ ของดาวเทียมในการค้นหาแหล่งน้ำบนดวงจันทร์  โดยการค้นพบครังนี้สามารถช่วยในการพัฒนาโครงการสถานีอวกาศบนดวงจันทร์ต่อไป ได้

ไมเคิล วาร์โก หัวหน้านักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับดวงจันทร์ที่สำนักงานใหญ่ของนาซ่า กล่าวว่าการค้นพบครั้งล่าสุดนี้จะช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับระบบสุริยะที่ยังคง เป็นปริศนาอีกหลายเรื่อง เหมือนกับที่แกนน้ำแข็งในโลกสามารถให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์์ได้

ถือเป็นการก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวของโครงการสำรวจอวกาศต่อความลับของ จักรวาล หลังจากยํ้าอยู่กับที่มาหลายปี และยังช่วยเพิ่มความหวังของมนุษย์ชาติในการดำรงชีวิตบนดาวดวงอื่น นอกจากโลก

กลางเดือนพฤศจิกายน

เอ็มนินโญ

ทางช้างเผือก อาณาจักรแห่งดวงดารา

3909807606_b7ff879597_o

Photo by  Constantinos.H

เมื่อมองออกไปนอกจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล มนุษย์เราก็เป็นเพียงฝุ่นละอองเล็กๆจุดหนึ่งเท่านั้น ไร้ความหมาย ด้อยค่า ไม่สามารถสร้างความสั่นคลอนใดๆให้กับเอกภพที่แสนยิ่งใหญ่ได้เลย

คำว่า ทางช้างเผือก นั้นผมได้ยินครั้งแรกในละครหลังข่าวช่วงที่ยังเป็นเพียงเด็กชายตัวผอมๆ ตอนนั้นรู้แต่ว่าเป็นที่นัดพบกันของ โกโบริ กับ อังศุมาริน ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นที่ไหน เท่าที่ดูเอาจากการรํ่าลาครั้งสุดท้ายของทหารหนุ่มชาวญี่ปุ่น คิดเอาเองว่าน่าจะอยู่ไกลและคนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่อาจไปได้

สิ่งที่เคยสงสัยไว้ตอนเด็กถูกไขข้อข้องใจด้วยบทเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ทางช้างเผือกเป็นชื่อของดาราจักรที่เราอาศัยอยู่ ภาษาสากลเรียกว่า( Milky Way แปลตรงตัวว่า ธารนํ้านม  ตำนานเล่าว่าเป็นนํ้านมที่ไหลออกมาจากเต้าของ เทวีเฮรา ขณะป้อนนมบุตร ) นอกจากดาราจักรทางช้างเผือก ยังมีดาราจักร (เรียกว่า แกแล็กซี่  ก็ได้ )  อื่นๆอีกมากมายรวมตัวกันเป็นเอกภพที่ไร้ขอบเขต เชื่อกันว่าในเอกภพที่สังเกตได้มีดาราจักรอยู่ประมาณหนึ่งแสนล้านแห่ง

ดังนั้น ที่ผมเคยทึกทักเอาว่า ทางช้างเผือก อยู่ไกล ก็ถูกอยู่ เพราะเส้นทางการโคจรของดวงดาวนับล้านดวงในห้วงอวกาศนั้นใช้หน่วยวัดกันเป็น ปีแสง ไม่ว่าจะอธิบายเป็นตัวหนังสืออย่างไรก็ไม่สามารถบรรยายได้ถูกว่าไกลแค่ไหน เอาเป็นว่าไกลขั้นเทพเลยก็แล้วกัน(เทพยังบอกว่าไกล)

ส่วนข้อที่ว่า คนที่ยังมีชีวิตอยู่ไปไม่ได้ก็ถูกอีก ปัจจุบันมนุษย์เรายังไปไกลได้สุดแค่ดวงจันทร์เท่านั้น และในอนาคตอันใกล้ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะไปฝากรอยเท้าไว้บนดาวเคราะห์ดวงใดได้ ทว่า ผมเองก็ไม่อาจทราบว่า คนตาย จะสามารถเดินทางไปยัง ทางช้างเผือก ได้หรือไม่

ในทางวิทยาศาสตร์ ทางช้างเผือก เป็นเส้นทางของกลุ่มดาวๆต่างในอวกาศ มีลักษณะเป็นแถบขมุกขมัวคล้ายเมฆของแสงสว่างสีขาวในท้องฟ้าที่คาดไปรอบทรงกลมฟ้า เกิดจากดาวฤกษ์จำนวนมากภายในดาราจักรที่มีรูปร่างเป็นแผ่นจาน ระบบสุริยะของเราก็เป็นส่วนหนึ่งของดาราจักรทางช้างเผือก ส่วนที่สว่างที่สุดของทางช้างเผือกอยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ซึ่งเป็นทิศทางไปสู่ใจกลางดาราจักร

ทุกคืนเราสามารถมองเห็น ทางช้างเผือกได้ บนท้างฟ้า เพราะทางช้างเผือกนี้มีส่วนปลายด้านหนึ่งเป็นแนวราบซึ่งเป็นที่อยู่ของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ทั้งหลายที่เป็นดาวบริวาร  เราจึงเห็นได้แต่เฉพาะด้านข้างของมัน โดยจะห็นมันเป็นเหมือนแถบสีขาวสว่างสุกใสแถบหนึ่งพาดอยู่บนฟากฟ้าจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง

คนในเมืองใหญ่มักไม่มีโอกาสมองเห็นทางช้างเผือก จากแสงไฟรบกวน มลพิษและฝุ่นควันในตัวเมือง แถบชานเมืองและในที่ห่างไกลสามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้ สำหรับบางคนที่ไม่รู้อาจคิดว่าเป็นก้อนเมฆ

แหงนดูบนท้องฟ้า ไกลแสนไกล ใครหลายคนนัดพบกัน ที่บนนั่น

คืนหนึ่งในฤดูหนาว

เอ็มนินโญ

ภาพมุมสูงจากประเทศฝรั่งเศส

Agricultural landscape near Cognac, Charente, France

Agricultural landscape near Cognac, Charente, France

American cemetery north Verdun, Meuse, France

American cemetery north Verdun, Meuse, France

Bora Bora, french Polynesia

Bora Bora, french Polynesia

Eruption of Piton de la Fournaise, Reunion Island, France

Eruption of Piton de la Fournaise, Reunion Island, France

Gardens at the Chateau of Vaux-le-Vicomte, Maincy, Seine-et-Marne, France

Gardens at the Chateau of Vaux-le-Vicomte, Maincy, Seine-et-Marne, France

Heart in Voh, New Caledonia (French Overseas Territory)

Heart in Voh, New Caledonia (French Overseas Territory)

House in Keremma, on Kernic cove at low tide, Finistere, France

House in Keremma, on Kernic cove at low tide, Finistere, France

Nature reserve, Arguin bank, Gironde, France

Nature reserve, Arguin bank, Gironde, France

Oyster beds near Marennes, Charente-Maritime Department, France

Oyster beds near Marennes, Charente-Maritime Department, France

Roped party of mountaineers climbing Mont Blanc, Haute-Savoie Department, France

Roped party of mountaineers climbing Mont Blanc, Haute-Savoie Department, France

The Gorges of the Bras de Caverne, island of Reunion, France

The Gorges of the Bras de Caverne, island of Reunion, France

The islets of Nokanhui, south of le des Pins, New Caledonia, France

The islets of Nokanhui, south of le des Pins, New Caledonia, France

The largest plant maze in the world, at Reignac-sur-Indre, Indre-et-Loire Department, France

The largest plant maze in the world, at Reignac-sur-Indre, Indre-et-Loire Department, France

The Puy de Dome, Auvergne volcano ange, Puy-de-Dome, France

The Puy de Dome, Auvergne volcano ange, Puy-de-Dome, France

Training arena in the hippodrome of Maisons-Laffitte, Yvelines, France

Training arena in the hippodrome of Maisons-Laffitte, Yvelines, France

ภาพโดย Yann Arthus – Bertrand

เบียงเวอนู บอนชองส์

เอ็มนินโญ


ฝนดาวตก สายนํ้าแห่งพิภพดารา

ฝนดาวตก

ฝนดาวตก

มีข่าวจากสมาคมดาราศาสตร์ไทยที่ออกมาเปิดเผยว่าในปลายเดือนนี้จนถึงต้นเดือนหน้ามี ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนท้องฟ้าที่น่าดูชมเป็นอย่างยิ่ง โดยคืนวันนี้ (21 ต.ค.2552) จะมีปรากฏการณ์ฝนดาวตกโอไรโอนิดส์

ช่วงเวลาสังเกตตั้งแต่ 22.00 น. ถึงเช้ามืดของวันใหม่ ฝน ดาวตกโอไรโอนิดส์ (Orionid Meteors shower) หรือฝนดาวตกนายพราน เป็นฝนดาวตกประจำเดือนตุลาคมที่น่าสนใจ ซึ่งฝนดาวตกโอไรโอนิดส์จะเกิดขึ้นสูงสุดในช่วงวันที่ 20-22 ตุลาคม ของทุกปี โดยมีอัตราการเกิดสูงสุดเฉลี่ย 20 ดวง ต่อชั่วโมง มีจุดกระจายออกมาจากบริเวณแขนของกลุ่มดาวนายพราน (Orion) ใกล้กับดาวเบเทลจูส (Betelgeuse) ซึ่งกลุ่มดาวนี้จะเริ่มขึ้นทางทิศตะวันออกในเวลาประมาณ 22.00 น.

ที่สำคัญสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ใดๆ  รู้อย่างนี้แล้ว ไอ้คนโรแมนติกช่างฝัน รักธรรมชาติอย่างเราจะพลาดได้ไง

ฝนดาวตกโอไรโอนิดส์

ฝนดาวตกโอไรโอนิดส์

กระนั้น สำหรับคนเมืองกรุงคงต้องลุ้นหนักหน่อย จะหาที่โล่งๆ ฟ้ามืดๆ ห่างจากแสงในเมืองให้มากที่สุดก็ว่ายากแล้ว ช่วงนี้เมฆฝนก็มากเหลือเกิน ย่านไหนฝนตกนี่โอกาสพลาดสูง เพราะการจะดูดาวโดยเฉพาะฝนดาวตกด้วยแล้ว ยังต้องหาที่ๆกว้างๆ ท้องฟ้าเปิดโล่ง แต่มืดสนิทจึงจะได้ชมความงามกันแบบเต็มตา

หากจะกล่าวถึงฝนดาวตกแล้ว วัยรุ่นส่วนใหญ่คงไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ มีที่พอทราบบ้างก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆF4ทั้งหลายในเรื่องรักใสๆหัวใจสี่ดวงหรือ ชื่อภาษาอังกฤษว่า Meteor Garden(สวนดาวตก)ที่ทำให้บางคนรู้จักกับปรากฏการณ์ฝนดาวตก

ฝนดาวตก หรือชื่อตามสากลว่า Meteor shower(เห็นชื่อแล้วอยากอาบนํ้า) คือ ดาวตกที่มีความถี่และจำนวนมากกว่ากว่าปกติ  ที่มีทิศทาง จุดกำเนิดที่แน่นอน มองดูคล้ายกับฝนตก จึงเรียกว่า ฝนดาวตก

อธิบายให้ ลึกกว่านั้น ในทางดาราศาสตร์ เป็นปรากฏการณ์ดาวตกหลายดวงที่ดูราวกับพุ่งออกมาจากที่เดียวกันบนท้องฟ้าใน ช่วงเวลาเดียวกันของปี

ฝนดาวตก เกิดจากเศษชิ้นส่วนในอวกาศที่วิ่งเข้ามาในบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูง ซึ่งแต่ละครั้งที่ดาวหางเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์จะมีเศษชิ้นส่วนขนาดเล็กถูก สลัดทิ้งไว้ตามทางโคจร เรียกว่า ธารสะเก็ดดาว

หากวงโคจรของโลกและดาวหางซ้อนทับกัน โลกจะเคลื่อนที่ผ่านธารสะเก็ดดาวในช่วงวันเดียวกันของแต่ละปี ทำให้เกิด ฝนดาวตก

ทว่า ฝนดาวตกแต่คราวก็จะมีรูปแบบที่ต่างกันไปตามแหล่งกำเนิดดาวหางที่ประกอบด้วย สสารที่ต่างกันไป อาทิ ฝนดาวตกเปอร์เซอิดที่เกิดจากฝุ่นของดาวหาง Swift-Tuttle ส่วนใหญ่จะเห็นเป็นไฟบอลมากกว่าฝนดาวตกประเภทอื่นๆ

13dec0811111212272722631

เวลาการเกิดฝนดาวตกเองก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดลักษณะของฝนดาวตกด้วย ปกติแล้วดาวตกที่ผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกนั้นจะมีความเร็วราว 71 กิโลเมตรต่อวินาที

ดังนั้น ฝนดาวตกที่มีช่วงเวลาเกิดก่อนเที่ยงคืนหรือช่วงหัวค่ำ จะเป็นช่วงที่ดาวตกนั้นวิ่งตามการหมุนรอบตัวเองของโลกเราจะเห็นดาวตกมีความ เร็วไม่มากนัก  แต่ถ้าฝนดาวตกเกิดหลังเที่ยงคืนไปแล้วหรือใกล้รุ่ง จะเป็นช่วงที่ดาวตกวิ่งสวนทิศกับการหมุนของโลกความเร็วสัมผัสที่เกิดขึ้นจะ เร็วมาก เราจึงเห็นดาวตกช่วงใกล้รุ่งนั้นวิ่งเร็วมากๆ

นอกจากนี้ก็ยังมี ฝนดาวตกลีโอนิดส์ ฝนดาวตกเจมินิดส์ ที่ตั้งชื่อเรียกตามหมู่ดาวที่เกิด

ส่วนตัวแล้วไม่ใช่นักดูดาวมืออาชีพ ดูบ้างเป็นครั้งคราวตามแต่เวลาและสถานที่จะอำนวย ทว่า ก็รู้สึกสุขใจและเพลิดเพลินทุกครั้งที่ได้แหงนหน้าขึ้นมอง

จำได้ว่ารู้จักฝนดาวตกครั้งแรกจริงๆก็เมื่อสมัยเรียนมัธยมปลาย มีเพื่อนคนหนึ่งลงทุนขับรถไปชานเมืองเพื่อดูฝนดาวตก

ราวกับต้องมนต์สะกด คือคำอธิบายถึงความงามของฝนดาวตกของมัน

ใครพลาดชมฝนดาวตกในสองคืนนี้ไปคงน่าเสียดาย แต่ไม่เป็นไรเพราะในปี พ.ศ. 2552 นี้ ยังมีฝนดาวตกลีโอนิดส์ ที่มีผู้เชี่ยวชาญวงการดาราศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะมีอัตราการตกมากในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 โดยเจเรมี โวบาลลอน นักวิจัยสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย หรือ Caltech คาดการณ์ว่า ฝนดาวตกจะตกมากที่สุด 500 ดวงต่อชั่วโมง ที่เวลา 04.43 น. ตามเวลาประเทศไทย ส่วน วิลเลียม คุกค์ นักวิจัยนาซ่า คาดว่า เวลา 04.43 น. ตามเวลาประเทศไทย น่าจะเป็นช่วงที่เกิดฝนดาวตกมากที่สุดประมาณ 300 ดวง หรืออาจจะเพียง 100 ดวงเท่านั้น

ทั้งนี้ คืนวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2552 เป็นคืนเดือนมืด ท้องฟ้าค่อนข้างจะมืดสนิทเหมาะแก่การสังเกตฝนดาวตก แต่เหตุการณ์ฝนดาวตกช่วงที่มากนั้นค่อนข้างสั้น และเกิดก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น สำหรับผู้สังเกตในแถบประเทศเอเชียนั้นจะสังเกตเห็นได้ดี คือ ไทย จีน พม่า อินเดีย ปากีสถาน ฯลฯ ตั้งแต่เวลา 03.50-05.50 น. ตามเวลาประเทศไทย

ส่วนวันนี้ ฝนดาวตกฝนดาวตกโอไรโอนิดส์  พร้อมฉายให้ชมแล้วบนท้องฟ้าใกล้บ้านคุณ

ยังพอมีเวลาหาที่ทางออกไปสูดอากาศในชนบท พร้อมกับดูดาวสวยๆ

ว่าแล้วก็รีบจับจองหาที่โล่งๆฟ้ามืดๆ ชวนคนรู้ใจหรือเพื่อนสนิท มิตรสหาย ไปนอนอาบสายฝนจากดาวดาวกัน

ฝนดาวตกเจมินิดส์

ฝนดาวตกเจมินิดส์

ฝนดาวลีโอนิดส์

ฝนดาวลีโอนิดส์

ฝนดาวตกเปอร์เซอิด

ฝนดาวตกเปอร์เซอิด

ฝนดาวเพอร์ซิอุส

ฝนดาวเพอร์ซิอุส

วันที่มีทั้งฝนธรรมดาและฝนดาวตก

เอ็มนินโญ

หน้าต่อไป


Blog Stats

  • 65,256 hits