นอนดูฝนดาวตกบนฟ้า ใครว่าวิทยาศาสตร์ไม่โรแมนติก

leonids 2009

ฝนดาวตกสิงโตในช่วงปลายฝนต้นหนาวปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก เพราะนักดาราศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะมีปริมาณฝนดาวตกที่มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา แม้จะไม่เยอะเท่าปี 2544 แต่ 200 ดวงต่อชั่วโมงก็นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาดูยากมาก

อนึ่ง ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโตที่มีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ภาพดาวตกพรั่งพรูเต็มท้องฟ้า ประมาณ 1,000 ดวงต่อชั่วโมง  มองได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศแม้แต่ในกรุงเทพฯยังคงติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน  น่าเสียดายที่ผมพลาดโอกาสนั้นไป  จึงหมายมั่นปั้นมือว่าฝนดาวตกสิงโตครั้งนี้ พลาดไม่ได้

พอพูดถึงวิทยาศาสตร์หลายคนมักคิดว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่สำหรับปรากฏการณ์ต่างๆบนท้องฟ้า โดยเฉพาะดวงดาวนั้นเป็นกรณียกเว้น มีคนรู้จักของผมอย่างน้อย 2 คนที่เล่าถึงประสบการณ์การชมฝนดาวตกตอนปี 2544 ให้ฟัง สิ่งที่แจ่มชัดไม่ใช่แค่ความงดงามของฝนดาวตก ทว่า คนที่นอนดูด้วยกันก็สวยงามไม่แพ้ใคร ซึ่งก็คือแฟนคนปัจจุบันของพวกเขานั่นเอง

สองทุ่มของวันที่ 17พย.2552 ผมนั่งอยู่บนรถบัสของสมาคมดาราศาสตร์ไทย เรากำลังมุ่งหน้าสู่ โป่งก้อนเส้า จังหวัดสระบุรี มองออกไปนอกหน้าต่างท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนเมฆ ฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ไกลๆ อดกังวลไม่ได้ว่าฝนที่ตกลงมาในช่วงเย็นจะทำให้พลาดโอกาสการดูฝนดาวตก

หน้าหนาวดาวสวย เป็นคำที่ได้ยินบ่อยๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ฟ้าเปิด ฝนดาวตกสิงโตที่เกิดในช่วงฤดูหนาวจึงเป็นขวัญใจของนักดูดาว แย่หน่อยที่ปีนี้อากาศโลกแปรปรวน ฝนลากยาวมาถึงกลางเดือนพฤศจิกายน

กระนั้น คณะดูดาวของเราที่มีทั้ง เด็กประถม นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ แม่บ้าน คนทำงาน ต่างมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าเช้ามืดวันพรุ่งนี้ (18 พย.) จะได้เห็นปรากฏการณ์ฝนดาวตก

4 ทุ่มกว่าๆใกล้ถึงจุดหมาย หลายคนก็ยิ้มออก เมื่อห่างไกลแสงสีจากเมืองใหญ่ ท้องฟ้าก็ปรอดโปร่งและมืดสนิท  กลุ่มดาวฤดูหนาวเริ่มปรากฏขึ้นบนแผ่นฟ้า เมื่อถึงที่พัก หลังลงจากรถพวกเราจึงพากันตื่นตาตื่นใจกับหมู่ดาวจนลืมเหนื่อย ลืมหิวกันเลยทีเดียว

ทานอาหารมื้อดึกเสร็จ พวกเราก็แยกย้ายกันเข้าที่พักเพื่อนอนเอาแรง โดยมีนัดกันตั้งแต่ตี 1 จนถึงตี 5 ใครไม่ไหวจะหลับไปก่อนก็ได้ ถึงช่วงไฮไลท์ตอนตี 3 ทีมงานของสมาคมฯจะไปปลุก ผมทิ้งตัวลงนอนได้ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็สะพายกล้องออกจากห้องพักไปยังจุดชมดาว ฟ้าสวยขนาดนี้ใครจะไปหลับลง หลายคนก็เป็นเหมือนผม บรรยากาศการดูดาวจึงคึกคักตั้งแต่ช่วงรอยต่อของวันใหม่

ทำเลที่เป็นจุดดูดาวของพวกเราในวันนี้ถือว่าดีมาก สามารถเห็นท้องฟ้าได้ 360 องศา เบื้องหน้าคือทิศตะวันออกซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มดาวสิงโตเริ่มเคลื่อนตัวขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้า ฝนดาวตกจะพุ่งขึ้นตรงบริเวณนั้น ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งเย็น ลมแรง หันหลังกลับไปดูทางทิศตะวันตกเมฆบางๆกลุ่มใหญ่กำลังลอยตัวมา

ขณะที่เรากำลังมองไปทางทิศเหนือเพื่อทำความรู้จักกับกลุ่มดาวต่างๆ รอเวลาการมาถึงของฝนดาวตกสิงโต  อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ในเวลาตี 1 กว่าๆ ฝนดาวตกดวงแรกก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทางปลายฟ้าทิศตะวันออก ลักษณะเป็นดวงไฟสีเหลืองหางยาว มีไม่กี่คนเท่านั้นที่เห็น จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันหาจุดเหมาะ ยืน นั่ง หรือนอนดูฝนดาวตกที่ค่อยๆเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า

ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ถ้าไม่นอนแล้วจ้องไปที่ท้องฟ้าโดยไม่กระพริบตา ก็ไม่อาจเห็นฝนดาวตกได้ทุกดวง เวลาที่เกิดขึ้นนั้นสั้นเพียงไม่กีวินาที เพราะมัวแต่ง่วนกับการตั้งกล้องถ่ายภาพ  และเผลอมองกลุ่มดาวบางจุดบนฟ้า กว่าผมจะได้เห็นฝนดาวตกดวงแรก ก็เป็นลูกที่ 6 ของคืนนี้

อากาศจากเย็นกลายเป็นหนาว บางคนถึงขนาดเอาผ้าห่มหมอนออกมานอนดู ฝนดาวตกทยอยผุดให้เห็นบ่อยขึ้น ทุกครั้งก็จะมีการส่งเสียงบอกให้คนอื่นๆรู้ ทุกคนก็จะพร้อมใจกันหันไปดู ทันบ้างไม่ทันบ้าง (ถ้าเฮกันดังๆหน่อยนี่บรรยากาศคล้ายๆดูบั้งไฟพญานาคมากๆ) พวกเราช่วยกันบันทึกรายละเอียดไว้ทุกลูก ถึงตอนนี้มีหลายคนมือไวจับภาพฝนดาวตกสิงโตได้แล้ว

ตี 3 เข้าสู่ช่วงที่ทรมานที่สุด เมื่อความหนาวเย็นของอากาศบวกกับความง่วงเข้าแทรกซึมในร่างกาย ฝนดาวตกขาดช่วงหายไปพักใหญ่  เมฆบางๆเริ่มบดบังท้องฟ้าทางทิศตะวันออกจนหมด โชคดีที่โลกยังคงหมุน บัดนี้กลุ่มดาวสิงโตจึงขยับมาอยู่กลางฟ้า ตรงหัวเราพอดิบพอดี ดาวตกกลับมาเป็นดาวตรงจริงๆเพราะมีทิศทางพุ่งลงตามการเคลื่อนที่ของดวง ดาว หลายคนเผลอหลับไป บางคนเดินไปมาเพื่อทำให้ร่างกายตื่นตัว

ผมเดินเข้าไปในห้องอาหารเพื่อหลบลมหนาวที่พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ อาศัยงีบหลับเป็นพักๆ จากนั้นก็ออกมานอนดูดาวต่อ ทำให้เข้าใจได้ว่าการจะได้ดูอะไรที่สวยงามนี่ต้องใช้ความอดทนพอสมควร ก็คงคล้ายกับบางสิ่งที่มีคุณค่ามากๆบนโลกนี้ ที่คนที่มีความพยายามเท่านั้นจึงจะได้เชยชม

เข้าสู่ช่วงไฮไลท์ของการชมฝนดาวตกสิงโต ตี 4 ครึ่ง กลุ่มดาวต่างๆเดินทางมาอยู่ทางทิศตะวันตก เราจึงต้องพากันกลับหัวและย้ายที่เพื่อมองไปในทิศตรงข้าม ฝนดาวตกเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ  กระทั่งถึงตี 5 ฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้น คํ่าคืนที่แสนยาวนานครั้งหนึ่งในชีวิตได้ผ่านพ้นไป

สรุปพวกเรานอนนับฝนดาวตกสิงโตได้รวม 100 กว่าลูก แม้จะไม่ทันได้เห็นดาวตกที่เป็นฝน แต่การได้เห็นไฟร์บอล ลูกไฟหลากสีทั้ง แดง เขียว เหลือง ฟ้า นํ้าเงิน สว่างวาบบนท้องฟ้าก็คุ้มค่ามากแล้ว ดาวตกมากมายขนาดนี้เชื่อว่าหลายคนคงแอบขอพร ผมก็ไม่ลืมที่จะพนมมืออธิษฐานกับเขาเหมือนกัน ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ขอเก็บเป็นความลับละกัน

อดนอน ทนหนาว ตากนํ้าค้าง รอดูฝนดาวตกบนฟ้า สิ่งพวกเราทำช่วยยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า วิทยาศาสตร์ ก็โรแมนติกกับเขาเหมือนกัน

มีคลิปฝนดาวตกมากฝาก

ฝนดาวตก Orionid Meteor Shower 2009

http://cool.mthai.com/1257

ฝนดาวตก ลีโอนิดส์ Leonid Meteor 2009

http://cool.mthai.com/1259

http://cool.mthai.com/1258

อย่าลืมอธิษฐานกันด้วยนะครับ ^^

คืนที่ดาวเต็มฟ้า

เอ็มนินโญ

พระอาทิตย์ทรงกลด สิ่งมหัศจรรย์เล็กๆบนเอกภพ

พระอาทิตย์ทรงกลด

พระอาทิตย์ทรงกลด

พระอาทิตย์ทรงกลด (Sun halo) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นภาพสะท้อนพระอาทิตย์หลายๆดวงซ้อนกัน ขนาดโตกว่าปกติ มีรัศมีสีรุ้งโดยรอบ ดวงที่อยู่ตรงกลางมีความสดใสมากที่สุด

สาเหตุการเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด เกิดขึ้นจากบรรยากาศของโลกในชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นล่างสุด และเป็นที่อยู่ของกลุ่มเมฆจำนวน มาก มีอากาศเย็นจัดตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น จนทำให้ละอองน้ำในอากาศ ณ เวลานั้นๆ แข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งอนุภาคเล็กๆ จำนวนมหาศาลลอยอยู่บนท้องฟ้า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น และส่องแสงทำมุมกับเกล็ดน้ำแข็งได้อย่างเหมาะสม จะเกิดการหักเหและการสะท้อนของแสง ทำให้เกิดเป็นแถบสีรุ้ง (sprectrum) คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำหลังฝนตกขึ้น

ทั้งนี้ พระอาทิตย์ทรงกลด มีหลักการเกิดเช่นเดียวกับดวงจันทร์ทรงกลด คือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในบรรยากาศโลก แต่เนื่องจากแสงอาทิตย์มีความสว่างจ้ามาก อาทิตย์ทรงกลดจึงไม่ได้มี เฉพาะแสงเรือง 1 วง หรือ 2 วงเท่านั้น บางครั้งอาจมีแสงเรือง เป็นแนวโค้งหลากหลายรูปแบบปรากฏให้เห็นได้

Sunhalo

Sunhalo

ส่วนแสงสีที่ตามองเห็นนั้น จะขึ้นกับการทำมุมของแสงอาทิตย์และเกล็ดน้ำแข็ง แต่โดยทั่วไปเรามักจะเห็นเป็นแสงสีเหลืองอ่อนๆ มากที่สุด ถ้าเกิดจากการสะท้อนของแสงจะปรากฏเป็นสีเขียว แต่ถ้าเกิดจากการหักเหของแสงจะเป็นสีแดงเพลิงในตอนกลาง และเป็นสีน้ำเงินปนแดงตามขอบนอก

ขนาดของพระอาทิตย์ทรงกลดจะมีขนาดแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากจะมีขนาดเฉลี่ย 30 องศา โดยการลากเส้นตรง 2 เส้น มาบรรจบกันที่ดวงตาผู้มอง ได้แก่ เส้นตรงที่ลากจากกึ่งกลางของปรากฏการณ์มาที่ตาผู้มอง และเส้นตรงที่ลากจากขอบของปรากฏการณ์มาที่ดวงตาผู้มอง

บางครั้งเกล็ดน้ำแข็งของละอองไอน้ำเหล่านี้ จะทำหน้าที่หักเหทางเดินของแสงอาทิตย์ และก่อให้เกิดภาพขยายขึ้น เช่นเดียวกับที่กระจกหรือเลนส์นูนทำให้เกิดภาพขยาย

4a2c7bef32b21

สำหรับความถี่ในการเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดไม่สามารถคาดการณ์การเกิดล่วงหน้าได้ แต่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย พบได้มากในปีที่มีฝนหลงฤดู จึงทำให้มีความชื้นในอากาศมากตามไปด้วย จะเกิดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งมีความชื้นจากฝนมาก เวลาที่เหมาะสมได้แก่ ช่วงก่อน 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงเศษๆ ซึ่งเกล็ดน้ำแข็งยังไม่ละลาย แต่เมื่อเลยเที่ยงวันไปแล้ว โอกาสที่จะเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเกล็ดน้ำแข็งจะได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากจนละลายหมดไป

ความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดของคนไทย คนไทยนับถือดวงอาทิตย์เป็นเทวดาเบื้อง บนองค์หนึ่ง สังเกตจากการเรียกนำหน้าว่า “พระ” ส่วนกลดก็ถือเป็นของสูงสำหรับพระ เช่น กลดของพระธุดงค์ ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบได้กับกลดของพระที่กำลังถูกล้อมรอบไว้ด้วยแสงของดวง อาทิตย์ไว้นั่นเอง จึงถือเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ เป็น มหิธานุภาพ ของดวงอาทิตย์ มีความหมายในทางที่ดี มีมงคลแก่ทุกคนบนโลก

10fullt

ในวันที่เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดจะเป็นวันที่อากาศไม่ร้อนจัด ไม่มีฝนตกปุบปับอย่างแน่นอน เว้นแต่จะมีลมพายุพัดเมฆฝนจากที่อื่นมา จึงสามารถจัดกิจกรรมหรือประเพณีในวันที่มี พระอาทิตย์ทรงกลดได้ดี

จะเห็นได้ก็เฉพาะผู้ที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าบ่อย ๆเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีโอกาสเห็นอาทิตย์ทรงกลด ในเวลากลางวัน และดวงจันทร์ทรงกลดในเวลากลางคืน  อาทิตย์ทรงกลดมองดู ได้ด้วยตาเปล่า แต่ห้ามมองตรงไปที่ดวงอาทิตย์

แม้ผมจะมองท้องฟ้าบ่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเห็น พระอาทิตย์ทรงกลด สักครั้ง อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์นี้นับว่าหาดูไม่ยากเลยเมื่อเทียบกับปรากฏการณ์อื่นๆในเอกภพ เพราะเงื่อนไขในการเกิดน้อยมาก จึงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากสองแขนงวิชาที่ต่างกัน คือ วิทยาศาสตร์ กับ โหราศาสตร์

ส่วนตัวแล้วมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งติดตัวมาตลอดว่า ธรรมชาติ คือสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดแล้ว

halo

Halo_22_asteen_kaari

y1pRBV-vV5I8ewwU4BBlXH

วันฟ้าหลังฝนในฤดูหนาว

เอ็มนินโญ

นาซา พบแหล่งนํ้าบน ดวงจันทร์

moon

วันนี้ (14 พย. 2552) ใครที่เขาเว็บไซต์ Google ต้องพากันสงสัยกับรูปสัญลักษณ์ที่เปลี่ยนไป เป็นภาพดวงจันทร์ถูกยิงแล้วมีของเหลวเหมือนนํ้าพุ่งออกมา

ไขข้อข้องใจเลยแล้วกัน เมื่อคืน( ศุกร์ 13 พย.)ถือเป็นวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งของวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ กับการค้นพบครั้งใหญ่ขององค์กรนาซา หลังการทดลองยิงพื้นผิวดวงจันทร์เพื่อค้นหาแหล่งนํ้า ในที่สุดความพยายามก็เป็นผล

นาซาเปิดแถลงข่าวว่าพบนํ้าจำนวนหนึ่งบนดวงจันทร์ ซึ่งพบเป็นชั้นนํ้าแข็งบางๆจับตัวอยู่ในบริเวณหนึ่ง แม้จะไม่มากแต่นํ้าก็เป็นสัญญาณการบ่งบอกถึงการมีชีวิต

water on the moon

แอนโธนี คอลาเพรต นักวิทยาศาสตร์จากนาซ่ารายงานถึงการค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ในปล่องภูเขาไฟใกล้ กับขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์ว่าทีมของนาซ่าใช้ข้อมูลที่ได้จากสเปกโทรมิเตอร์ ของดาวเทียมในการค้นหาแหล่งน้ำบนดวงจันทร์  โดยการค้นพบครังนี้สามารถช่วยในการพัฒนาโครงการสถานีอวกาศบนดวงจันทร์ต่อไป ได้

ไมเคิล วาร์โก หัวหน้านักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับดวงจันทร์ที่สำนักงานใหญ่ของนาซ่า กล่าวว่าการค้นพบครั้งล่าสุดนี้จะช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับระบบสุริยะที่ยังคง เป็นปริศนาอีกหลายเรื่อง เหมือนกับที่แกนน้ำแข็งในโลกสามารถให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์์ได้

ถือเป็นการก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวของโครงการสำรวจอวกาศต่อความลับของ จักรวาล หลังจากยํ้าอยู่กับที่มาหลายปี และยังช่วยเพิ่มความหวังของมนุษย์ชาติในการดำรงชีวิตบนดาวดวงอื่น นอกจากโลก

กลางเดือนพฤศจิกายน

เอ็มนินโญ

ทางช้างเผือก อาณาจักรแห่งดวงดารา

3909807606_b7ff879597_o

Photo by  Constantinos.H

เมื่อมองออกไปนอกจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล มนุษย์เราก็เป็นเพียงฝุ่นละอองเล็กๆจุดหนึ่งเท่านั้น ไร้ความหมาย ด้อยค่า ไม่สามารถสร้างความสั่นคลอนใดๆให้กับเอกภพที่แสนยิ่งใหญ่ได้เลย

คำว่า ทางช้างเผือก นั้นผมได้ยินครั้งแรกในละครหลังข่าวช่วงที่ยังเป็นเพียงเด็กชายตัวผอมๆ ตอนนั้นรู้แต่ว่าเป็นที่นัดพบกันของ โกโบริ กับ อังศุมาริน ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นที่ไหน เท่าที่ดูเอาจากการรํ่าลาครั้งสุดท้ายของทหารหนุ่มชาวญี่ปุ่น คิดเอาเองว่าน่าจะอยู่ไกลและคนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่อาจไปได้

สิ่งที่เคยสงสัยไว้ตอนเด็กถูกไขข้อข้องใจด้วยบทเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ทางช้างเผือกเป็นชื่อของดาราจักรที่เราอาศัยอยู่ ภาษาสากลเรียกว่า( Milky Way แปลตรงตัวว่า ธารนํ้านม  ตำนานเล่าว่าเป็นนํ้านมที่ไหลออกมาจากเต้าของ เทวีเฮรา ขณะป้อนนมบุตร ) นอกจากดาราจักรทางช้างเผือก ยังมีดาราจักร (เรียกว่า แกแล็กซี่  ก็ได้ )  อื่นๆอีกมากมายรวมตัวกันเป็นเอกภพที่ไร้ขอบเขต เชื่อกันว่าในเอกภพที่สังเกตได้มีดาราจักรอยู่ประมาณหนึ่งแสนล้านแห่ง

ดังนั้น ที่ผมเคยทึกทักเอาว่า ทางช้างเผือก อยู่ไกล ก็ถูกอยู่ เพราะเส้นทางการโคจรของดวงดาวนับล้านดวงในห้วงอวกาศนั้นใช้หน่วยวัดกันเป็น ปีแสง ไม่ว่าจะอธิบายเป็นตัวหนังสืออย่างไรก็ไม่สามารถบรรยายได้ถูกว่าไกลแค่ไหน เอาเป็นว่าไกลขั้นเทพเลยก็แล้วกัน(เทพยังบอกว่าไกล)

ส่วนข้อที่ว่า คนที่ยังมีชีวิตอยู่ไปไม่ได้ก็ถูกอีก ปัจจุบันมนุษย์เรายังไปไกลได้สุดแค่ดวงจันทร์เท่านั้น และในอนาคตอันใกล้ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะไปฝากรอยเท้าไว้บนดาวเคราะห์ดวงใดได้ ทว่า ผมเองก็ไม่อาจทราบว่า คนตาย จะสามารถเดินทางไปยัง ทางช้างเผือก ได้หรือไม่

ในทางวิทยาศาสตร์ ทางช้างเผือก เป็นเส้นทางของกลุ่มดาวๆต่างในอวกาศ มีลักษณะเป็นแถบขมุกขมัวคล้ายเมฆของแสงสว่างสีขาวในท้องฟ้าที่คาดไปรอบทรงกลมฟ้า เกิดจากดาวฤกษ์จำนวนมากภายในดาราจักรที่มีรูปร่างเป็นแผ่นจาน ระบบสุริยะของเราก็เป็นส่วนหนึ่งของดาราจักรทางช้างเผือก ส่วนที่สว่างที่สุดของทางช้างเผือกอยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ซึ่งเป็นทิศทางไปสู่ใจกลางดาราจักร

ทุกคืนเราสามารถมองเห็น ทางช้างเผือกได้ บนท้างฟ้า เพราะทางช้างเผือกนี้มีส่วนปลายด้านหนึ่งเป็นแนวราบซึ่งเป็นที่อยู่ของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ทั้งหลายที่เป็นดาวบริวาร  เราจึงเห็นได้แต่เฉพาะด้านข้างของมัน โดยจะห็นมันเป็นเหมือนแถบสีขาวสว่างสุกใสแถบหนึ่งพาดอยู่บนฟากฟ้าจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง

คนในเมืองใหญ่มักไม่มีโอกาสมองเห็นทางช้างเผือก จากแสงไฟรบกวน มลพิษและฝุ่นควันในตัวเมือง แถบชานเมืองและในที่ห่างไกลสามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้ สำหรับบางคนที่ไม่รู้อาจคิดว่าเป็นก้อนเมฆ

แหงนดูบนท้องฟ้า ไกลแสนไกล ใครหลายคนนัดพบกัน ที่บนนั่น

คืนหนึ่งในฤดูหนาว

เอ็มนินโญ

ภาพมุมสูงจากประเทศฝรั่งเศส

Agricultural landscape near Cognac, Charente, France

Agricultural landscape near Cognac, Charente, France

American cemetery north Verdun, Meuse, France

American cemetery north Verdun, Meuse, France

Bora Bora, french Polynesia

Bora Bora, french Polynesia

Eruption of Piton de la Fournaise, Reunion Island, France

Eruption of Piton de la Fournaise, Reunion Island, France

Gardens at the Chateau of Vaux-le-Vicomte, Maincy, Seine-et-Marne, France

Gardens at the Chateau of Vaux-le-Vicomte, Maincy, Seine-et-Marne, France

Heart in Voh, New Caledonia (French Overseas Territory)

Heart in Voh, New Caledonia (French Overseas Territory)

House in Keremma, on Kernic cove at low tide, Finistere, France

House in Keremma, on Kernic cove at low tide, Finistere, France

Nature reserve, Arguin bank, Gironde, France

Nature reserve, Arguin bank, Gironde, France

Oyster beds near Marennes, Charente-Maritime Department, France

Oyster beds near Marennes, Charente-Maritime Department, France

Roped party of mountaineers climbing Mont Blanc, Haute-Savoie Department, France

Roped party of mountaineers climbing Mont Blanc, Haute-Savoie Department, France

The Gorges of the Bras de Caverne, island of Reunion, France

The Gorges of the Bras de Caverne, island of Reunion, France

The islets of Nokanhui, south of le des Pins, New Caledonia, France

The islets of Nokanhui, south of le des Pins, New Caledonia, France

The largest plant maze in the world, at Reignac-sur-Indre, Indre-et-Loire Department, France

The largest plant maze in the world, at Reignac-sur-Indre, Indre-et-Loire Department, France

The Puy de Dome, Auvergne volcano ange, Puy-de-Dome, France

The Puy de Dome, Auvergne volcano ange, Puy-de-Dome, France

Training arena in the hippodrome of Maisons-Laffitte, Yvelines, France

Training arena in the hippodrome of Maisons-Laffitte, Yvelines, France

ภาพโดย Yann Arthus – Bertrand

เบียงเวอนู บอนชองส์

เอ็มนินโญ


ฝนดาวตก สายนํ้าแห่งพิภพดารา

ฝนดาวตก

ฝนดาวตก

มีข่าวจากสมาคมดาราศาสตร์ไทยที่ออกมาเปิดเผยว่าในปลายเดือนนี้จนถึงต้นเดือนหน้ามี ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนท้องฟ้าที่น่าดูชมเป็นอย่างยิ่ง โดยคืนวันนี้ (21 ต.ค.2552) จะมีปรากฏการณ์ฝนดาวตกโอไรโอนิดส์

ช่วงเวลาสังเกตตั้งแต่ 22.00 น. ถึงเช้ามืดของวันใหม่ ฝน ดาวตกโอไรโอนิดส์ (Orionid Meteors shower) หรือฝนดาวตกนายพราน เป็นฝนดาวตกประจำเดือนตุลาคมที่น่าสนใจ ซึ่งฝนดาวตกโอไรโอนิดส์จะเกิดขึ้นสูงสุดในช่วงวันที่ 20-22 ตุลาคม ของทุกปี โดยมีอัตราการเกิดสูงสุดเฉลี่ย 20 ดวง ต่อชั่วโมง มีจุดกระจายออกมาจากบริเวณแขนของกลุ่มดาวนายพราน (Orion) ใกล้กับดาวเบเทลจูส (Betelgeuse) ซึ่งกลุ่มดาวนี้จะเริ่มขึ้นทางทิศตะวันออกในเวลาประมาณ 22.00 น.

ที่สำคัญสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ใดๆ  รู้อย่างนี้แล้ว ไอ้คนโรแมนติกช่างฝัน รักธรรมชาติอย่างเราจะพลาดได้ไง

ฝนดาวตกโอไรโอนิดส์

ฝนดาวตกโอไรโอนิดส์

กระนั้น สำหรับคนเมืองกรุงคงต้องลุ้นหนักหน่อย จะหาที่โล่งๆ ฟ้ามืดๆ ห่างจากแสงในเมืองให้มากที่สุดก็ว่ายากแล้ว ช่วงนี้เมฆฝนก็มากเหลือเกิน ย่านไหนฝนตกนี่โอกาสพลาดสูง เพราะการจะดูดาวโดยเฉพาะฝนดาวตกด้วยแล้ว ยังต้องหาที่ๆกว้างๆ ท้องฟ้าเปิดโล่ง แต่มืดสนิทจึงจะได้ชมความงามกันแบบเต็มตา

หากจะกล่าวถึงฝนดาวตกแล้ว วัยรุ่นส่วนใหญ่คงไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ มีที่พอทราบบ้างก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆF4ทั้งหลายในเรื่องรักใสๆหัวใจสี่ดวงหรือ ชื่อภาษาอังกฤษว่า Meteor Garden(สวนดาวตก)ที่ทำให้บางคนรู้จักกับปรากฏการณ์ฝนดาวตก

ฝนดาวตก หรือชื่อตามสากลว่า Meteor shower(เห็นชื่อแล้วอยากอาบนํ้า) คือ ดาวตกที่มีความถี่และจำนวนมากกว่ากว่าปกติ  ที่มีทิศทาง จุดกำเนิดที่แน่นอน มองดูคล้ายกับฝนตก จึงเรียกว่า ฝนดาวตก

อธิบายให้ ลึกกว่านั้น ในทางดาราศาสตร์ เป็นปรากฏการณ์ดาวตกหลายดวงที่ดูราวกับพุ่งออกมาจากที่เดียวกันบนท้องฟ้าใน ช่วงเวลาเดียวกันของปี

ฝนดาวตก เกิดจากเศษชิ้นส่วนในอวกาศที่วิ่งเข้ามาในบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูง ซึ่งแต่ละครั้งที่ดาวหางเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์จะมีเศษชิ้นส่วนขนาดเล็กถูก สลัดทิ้งไว้ตามทางโคจร เรียกว่า ธารสะเก็ดดาว

หากวงโคจรของโลกและดาวหางซ้อนทับกัน โลกจะเคลื่อนที่ผ่านธารสะเก็ดดาวในช่วงวันเดียวกันของแต่ละปี ทำให้เกิด ฝนดาวตก

ทว่า ฝนดาวตกแต่คราวก็จะมีรูปแบบที่ต่างกันไปตามแหล่งกำเนิดดาวหางที่ประกอบด้วย สสารที่ต่างกันไป อาทิ ฝนดาวตกเปอร์เซอิดที่เกิดจากฝุ่นของดาวหาง Swift-Tuttle ส่วนใหญ่จะเห็นเป็นไฟบอลมากกว่าฝนดาวตกประเภทอื่นๆ

13dec0811111212272722631

เวลาการเกิดฝนดาวตกเองก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดลักษณะของฝนดาวตกด้วย ปกติแล้วดาวตกที่ผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกนั้นจะมีความเร็วราว 71 กิโลเมตรต่อวินาที

ดังนั้น ฝนดาวตกที่มีช่วงเวลาเกิดก่อนเที่ยงคืนหรือช่วงหัวค่ำ จะเป็นช่วงที่ดาวตกนั้นวิ่งตามการหมุนรอบตัวเองของโลกเราจะเห็นดาวตกมีความ เร็วไม่มากนัก  แต่ถ้าฝนดาวตกเกิดหลังเที่ยงคืนไปแล้วหรือใกล้รุ่ง จะเป็นช่วงที่ดาวตกวิ่งสวนทิศกับการหมุนของโลกความเร็วสัมผัสที่เกิดขึ้นจะ เร็วมาก เราจึงเห็นดาวตกช่วงใกล้รุ่งนั้นวิ่งเร็วมากๆ

นอกจากนี้ก็ยังมี ฝนดาวตกลีโอนิดส์ ฝนดาวตกเจมินิดส์ ที่ตั้งชื่อเรียกตามหมู่ดาวที่เกิด

ส่วนตัวแล้วไม่ใช่นักดูดาวมืออาชีพ ดูบ้างเป็นครั้งคราวตามแต่เวลาและสถานที่จะอำนวย ทว่า ก็รู้สึกสุขใจและเพลิดเพลินทุกครั้งที่ได้แหงนหน้าขึ้นมอง

จำได้ว่ารู้จักฝนดาวตกครั้งแรกจริงๆก็เมื่อสมัยเรียนมัธยมปลาย มีเพื่อนคนหนึ่งลงทุนขับรถไปชานเมืองเพื่อดูฝนดาวตก

ราวกับต้องมนต์สะกด คือคำอธิบายถึงความงามของฝนดาวตกของมัน

ใครพลาดชมฝนดาวตกในสองคืนนี้ไปคงน่าเสียดาย แต่ไม่เป็นไรเพราะในปี พ.ศ. 2552 นี้ ยังมีฝนดาวตกลีโอนิดส์ ที่มีผู้เชี่ยวชาญวงการดาราศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะมีอัตราการตกมากในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 โดยเจเรมี โวบาลลอน นักวิจัยสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย หรือ Caltech คาดการณ์ว่า ฝนดาวตกจะตกมากที่สุด 500 ดวงต่อชั่วโมง ที่เวลา 04.43 น. ตามเวลาประเทศไทย ส่วน วิลเลียม คุกค์ นักวิจัยนาซ่า คาดว่า เวลา 04.43 น. ตามเวลาประเทศไทย น่าจะเป็นช่วงที่เกิดฝนดาวตกมากที่สุดประมาณ 300 ดวง หรืออาจจะเพียง 100 ดวงเท่านั้น

ทั้งนี้ คืนวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2552 เป็นคืนเดือนมืด ท้องฟ้าค่อนข้างจะมืดสนิทเหมาะแก่การสังเกตฝนดาวตก แต่เหตุการณ์ฝนดาวตกช่วงที่มากนั้นค่อนข้างสั้น และเกิดก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น สำหรับผู้สังเกตในแถบประเทศเอเชียนั้นจะสังเกตเห็นได้ดี คือ ไทย จีน พม่า อินเดีย ปากีสถาน ฯลฯ ตั้งแต่เวลา 03.50-05.50 น. ตามเวลาประเทศไทย

ส่วนวันนี้ ฝนดาวตกฝนดาวตกโอไรโอนิดส์  พร้อมฉายให้ชมแล้วบนท้องฟ้าใกล้บ้านคุณ

ยังพอมีเวลาหาที่ทางออกไปสูดอากาศในชนบท พร้อมกับดูดาวสวยๆ

ว่าแล้วก็รีบจับจองหาที่โล่งๆฟ้ามืดๆ ชวนคนรู้ใจหรือเพื่อนสนิท มิตรสหาย ไปนอนอาบสายฝนจากดาวดาวกัน

ฝนดาวตกเจมินิดส์

ฝนดาวตกเจมินิดส์

ฝนดาวลีโอนิดส์

ฝนดาวลีโอนิดส์

ฝนดาวตกเปอร์เซอิด

ฝนดาวตกเปอร์เซอิด

ฝนดาวเพอร์ซิอุส

ฝนดาวเพอร์ซิอุส

วันที่มีทั้งฝนธรรมดาและฝนดาวตก

เอ็มนินโญ

นาทีระทึก นาซายิงจรวดชนดวงจันทร์ พิสูจน์มี น้ำ เลี้ยงสิ่งมีชีวิต

43517

เผยนาซาเตรียมยิงจรวดเร็วกว่า เสียง 7 เท่า ชนขั้วใต้ดวงจันทร์เย็นวันนี้ ทุ่บงบ 2,686 ล้านบาท พิสูจน์มีน้ำสามารถเลี้ยงสิ่งมีชีวิตหรือไม่

ภาพถ่ายที่ยานเพื่อการสังเกตุการณ์และ ตรวจจับสัญญาณจากเครเตอร์บนดวงจันทร์ หรือ แอลครอสส์ บันทึกเอาไว้หลังจากจรวดเซนทอร์ถูกยิงเข้าใส่ปากปล่องอุกาบาต(เครเตอร์)บน ขั้วใต้ของดวงจันทร์ได้ไม่นาน(ซ้าย) ซึ่งองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ(นาซา)ของสหรัฐนำออกเผยแพร่เมื่อ วันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนอีกรูปเป็นการจำลองภาพเหตุการณ์ที่ยานแอลครอสส์และจรวดเซนทอร์จะถูกยิง เข้าใส่ดวงจันทร์ ปฏิบัติการครั้งนี้ของสหรัฐถูกระบุว่ามีขึ้นเพื่อหาข้อมูลน้ำแข็งพันปีและ สหรัฐยังอาจใช้เป็นที่ตั้งฐานผลิตน้ำดื่มหรือเชื้อเพลิงบนดวงจันทร์ด้วย

43516

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 9 ต.ค.ว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐ หรือ นาซ่า มีกำหนดยิงจรวดน้ำหนัก 2,200 กิโลกรัมพุ่งชนขั้วใต้ของดวงจันทร์ ตรงบริเวณที่เรียกว่าหลุม เซเบียส ในวันนี้ตามโครงการแอลครอส LCROSS หรือ ลูนาร์ เครเตอร์ ออพเซอร์เวชั่น แอนด์ เซนซิ่ง แซทเทิลไลท์ Lunar CRater Observation and Sensing Satellite ซึ่งใช้งบถึง 79 ล้านดอลลาร์

รายงานระบุว่า จรวดจะชนกับพื้นผิวดวงจันทร์ในเวลา 7.31 น.เช้านี้ตามเวลาสหรัฐหรือ 18.31 น.ตามเวลาไทย แรงระเบิดจะทำให้สิ่งที่อยู่ใต้พื้นผิวดวงจันทร์พวยพุ่งออกมา หลังจากนั้นดาวเทียมสำรวจน้ำหนักเกือบ 891 กิโลกรัมที่มีกล้อง 5 ตัว จะบันทึกภาพการระเบิด สำรวจกลุ่มควันของเศษฝุ่นที่พุ่งสูงถึง 10 กิโลเมตรจากหลุมดวงจันทร์ รวมทั้งตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบว่ามีน้ำอยู่จริงหรือไม่ก่อนดาวเทียมจะตก กระทบผิวดวงจันทร์ในอีก 4 นาทีหลังการพุ่งชนของจรวด

43518

นาซ่า ระบุว่าจรวดจะพุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็ว 9,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่าเสียง 7 เท่า แรงกระแทกที่เกิดขั้นเทียบเท่ากับแรงระเบิดทีเอ็นทีน้ำหนัก 1 ตันครึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดหลุมกว้าง 20 เมตร ลึก 3 เมตรภายในหลุมเซเบียส และทำให้เกิดฝุ่นน้ำหนักรวมเกือบ 350 เมตริกตัน ซึ่งกลุ่มฝุ่นขนาดใหญ่นี้สามารถสังเกตเห็นได้จากพื้นโลกด้วยการส่องกล้อง โทรทรรศน์ และผู้อำนวยการโครงการ แอลครอส บอกว่า แรงพุ่งชนจะไม่ส่งผลกระทบต่อดวงจันทร์มากไปกว่าขนตาที่ร่วงลงบนเครื่องบิน

ขอบคุณที่มาข่าวจากมติชนออนไลน์

ชมคลิปข่าวนาซายิงจรวดใส่ดวงจันทร์ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ

http://video.mthai.com/player.php?id=6M1255145218M0

วันที่ลมหนาวแรกของปีมาเยือน

เอ็มนินโญ

เนบิวลา ละอองดาวในอวกาศ

เนบิวลา รูปหัวใจ by Tim Jardine

เนบิวลา รูปหัวใจ by Tim Jardine

เนบิวลา (Nebula) มาจากภาษาละติน  หมายถึง หมอก เป็นกลุ่มเมฆหมอกของฝุ่น แก๊ส และพลาสมาในอวกาศ แต่เดิมคำว่า เนบิวลา เป็นชื่อสามัญใช้เรียกวัตถุทางดาราศาสตร์ที่เป็นปื้นบนท้องฟ้าซึ่งรวมถึงดาราจักรที่อยู่ห่างไกลออกไปจากทางช้างเผือก (ตัวอย่างเช่น ในอดีตเคยเรียกดาราจักรแอนดรอเมดา ว่า เนบิวลาแอนดรอเมดา)

อนึ่ง คำว่า เนบิวลา นักดาราศาสตร์ใช้เรียกสิ่งที่ปรากฏเป็นเมฆหมอกฝ้าอยู่คงที่ใน ท่ามกลางดวงดาว บนท้องฟ้า  อาจจะปรากฏเป็นแสงสว่างเรือง หรือ มืดสนิทก็ได้   เรามองเห็นเนบิวลาได้ยาก เพราะแม้ชนิดที่สว่างก็มีแสงจาง    แผ่กระจายไม่รวมกันเข้มเป็นจุดสว่างดังเช่นดาวฤกษ์

ทั้งนี้ เนบิวลา มี 2แบบ คือ เนบิวลาสว่าง กับ เนบิวล่ามืด

เนบิวลาสว่าง (Diffuse nebula) เป็นเนบิวลาที่มีลักษณะฟุ้ง มีแสงสว่างในตัวเอง แยกเป็น เนบิวลาเปล่งแสง  เนบิวลาสะท้อนแสง เนบิวลาดาวเคราะห์ และ ซากซูเปอร์โนวา

MyCn18

เนบิวลาเปล่งแสง (Emission nebula) เป็นเนบิวลาที่มีแสงสว่างในตัวเอง เกิดจากการเรืองแสงของอะตอมของไฮโดรเจนที่อยู่ในสถานะไอออน ในบริเวณ H II region จากการได้รับความร้อนจากดาวฤกษ์ภายในเนบิวลา โดยทั่วไปแล้วก็คือดาวฤกษ์เกิดใหม่ที่เนบิวลานั้นสร้างขึ้นนั่นเอง การเรืองแสงนั้น เกิดขึ้นเพราะอิเลกตรอนอิสระกลับเข้าไปจับกับไอออนของไฮโดรเจน และคายพลังงานออกมาในช่วงคลื่นที่ต่างๆ โดยค่าความยาวคลื่น เป็นไปตามสมการ E=hc/λ เมื่อ E เป็นพลังงานที่อะตอมของไฮโดรเจนคายออกมา h เป็นค่าคงตัวของพลังค์ c เป็นความเร็วแสง และ λ เป็นความยาวคลื่น

เนื่องจาก เนบิวลาเปล่งแสงจะเปล่งแสงในช่วงคลื่นที่เฉพาะตัวตามธาตุองค์ประกอบของเนบิวลา ทำให้มีสีต่างๆกัน และการวิเคราะห์สเปกตรัมของ เนบิวลาชนิดนี้ จะพบว่าสเปกตรัมเป็นชนิดเส้นเปล่งแสง (Emission Lines) และสามารถวิเคราะห์ธาตุองค์ประกอบ หรือโมเลกุลที่เป็นส่วนประกอบของเนบิวลาได้อีกด้วย เนบิวลาชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะมีสีแดงจากไฮโดรเจน และสีเขียวจากออกซิเจน บางครั้งอาจมีสีอื่นซึ่งเกิดจากอะตอม หรือโมเลกุลอื่นๆ ก็เป็นได้ ตัวอย่างเนบิวลาเปล่งแสงได้แก่ เนบิวลาสว่างใหญ่ในกลุ่มดาวนายพราน (M42 Orion Nebula) เนบิวลาอเมริกาเหนือในกลุ่มดาวหงส์ (NGC7000 North America Nebula) เนบิวลาทะเลสาบในกลุ่มดาวคนยิงธนู (M8 Lagoon Nebula) เนบิวลากระดูกงูเรือ (Eta-Carinae Nebula) เป็นต้น

563px-Triangulum.nebula.full

เนบิวลาสะท้อนแสง (Reflection nebula) เป็นเนบิวลาที่มีแสงสว่างเช่นเดียวกับเนบิวลาเปล่งแสง แต่แสงจากเนบิวลาชนิดนี้นั้น เกิดจากการกระเจิงแสงจากดาวฤกษ์ใกล้เคียงที่ไม่ร้อนมากพอที่จะทำให้เนบิวลานั้นเปล่งแสง

กระบวนการดังกล่าวทำให้เนบิวลาชนิดนี้มีสีฟ้า องค์ประกอบหลักของเนบิวลาชนิดนี้ที่ทำหน้าที่กระเจิงแสงจากดาวฤกษ์ คือ ฝุ่นระหว่างดาว (Interstellar dust)การกระเจิงแสงของฝุ่นระหว่างดาวเป็นกระบวนการเดียวกับการกระเจิงแสงของฝุ่น ในบรรยากาศซึ่งทำให้ท้องฟ้ามีสีฟ้า ตัวอย่างเนบิวลาสะท้อนแสง เช่น เนบิวลาในกระจุกดาวลูกไก่บริเวณ ดาวเมโรเป เนบิวลาหัวแม่มด (Witch Head Nebula) เนบิวลา M78 ในกลุ่มดาวนายพราน เป็นต้น เนบิวลาชนิดนี้บางครั้งก็พบอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเนบิวลาเปล่งแสง เช่น เนบิวลาสามแฉก (Trifid Nebula) ที่มีทั้งสีแดงจากไฮโดรเจน สีเขียวจากออกซิเจน และสีฟ้าจากการสะท้อนแสง เป็นต้น

Helix_Nebula

เนบิวลาดาวเคราะห์ (Planetary nebula) เนบิวลาดาวเคราะห์เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการในช่วงสุดท้ายของดาวฤกษ์มวลน้อย และดาวฤกษ์มวลปานกลาง เมื่อมันเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต ไฮโดรเจนในแกนกลางหมดลง ส่งผลให้ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ภาย ในแกนกลางยุติลงด้วย ทำให้ดาวฤกษ์เสียสมดุลระหว่างแรงดันออกจากความร้อนกับแรงโน้มถ่วง ทำให้แกนกลางของดาวยุบตัวลงเข้าหาศูนย์กลางเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของตัวมันเอง จนกระทั่งหยุดเนื่องจากแรงดันดีเจนเนอเรซีของอิเล็กตรอน กลายเป็นดาวแคระขาว เปลือกภายนอกและเนื้อสารของดาวจะหลุดออก และขยายตัวไปในอวกาศ เป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ซึ่งไม่มีพลังงานอยู่ แต่มันสว่างขึ้นได้เนื่องจากได้รับพลังงานจากดาวแคระขาวที่อยู่ภายใน เมื่อเวลาผ่านไปดาวแคระขาวก็จะเย็นตัวลง และเนบิวลาดาวเคราะห์ก็จะขยายตัวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจางหายไปในอวกาศ

อนึ่ง เนบิวลาดาวเคราะห์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับดาวเคราะห์ ชื่อนี้ได้มาจากลักษณะที่เป็นวงกลมขนาดเล็กคล้ายดาวเคราะห์เมื่อสังเกตจากกล้องโทรทรรศน์นั่นเอง ตัวอย่างของเนบิวลาชนิดนี้ได้แก่ เนบิวลาวงแหวน ในกลุ่มดาวพิณ (M57 Ring Nebula) เนบิวลาดัมเบลล์ (M27 Dumbbell Nebula) เนบิวลาตาแมว (Cat’s eye Nebula) เนบิวลาเกลียว (Helix Nebula) เป็นต้น

sep11aurora_moussette_f

ซากซูเปอร์โนวา (Supernova remnant) สำหรับดาวฤกษ์มวลมากนั้น จุดจบของดาวจะรุนแรงกว่าดาวฤกษ์มวลน้อยและมวลปานกลางเป็นอย่างมาก ดาวจะสามารถจุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันของธาตุที่หนักกว่าไฮโดรเจนและฮีเลียมได้ จนกระทั่งเกิดขี้เถ้าเหล็กขึ้นในในกลางของแกนดาว เหล็กเป็น ธาตุที่มีความพิเศษ เนื่องจากไม่ว่าอุณหภูมิจะสูงเท่าใด ก็จะไม่สามารถฟิวชันเหล็กให้เป็นธาตุอื่นได้อีก เมื่อความดันที่แกนสูงขึ้นเกินกว่าแรงดันดีเจนเนอเรซีของอิเลกตรอนจะต้านไหว อิเลกตรอนทั้งหมดจะถูกอัดรวมกับโปรตอนกลายเป็นนิวตรอน และอนุภาคนิวตริโน

ทำให้อิเลกตรอนในแกนกลางหายไปจนเกือบหมด แรงดันดีเจนเนอเรซีของอิเลกตรอนที่ทำให้แกนกลางคงสภาพอยู่ได้นั้นก็หายไป ด้วย ทำให้แรงโน้มถ่วงอัดแกนกลางลงเป็นดาวนิวตรอนในทันที เกิดคลื่นกระแทกพลังงานสูงมาก กระจายออกมาในทุกทิศทาง ปลดปล่อยพลังงานออกมามากกว่าดาราจักรทั้งดาราจักร สาดผิวดาวและเนื้อสารออกไปในอวกาศด้วยความเร็วสูงมาก แรงดันที่สูงมากนี้ทำให้เกิดธาตุหนักเช่นทองคำขึ้นได้ เรียกการระเบิดครั้งสุดท้ายของดาวนี้ว่า ซูเปอร์โนวา

ซากที่เหลืออยู่ของแกนกลางจะประกอบไปด้วยนิวตรอนทั้งดวง เรียกว่า ดาวนิวตรอน ซึ่งมีความหนาแน่นสูงมาก ดาวนิวตรอนทั่วไปมีขนาดราว 10-20 กิโลเมตร แต่มีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์ทั้งดวง เนื้อสารของดาวนิวตรอน 1 ช้อนชา มีมวลถึง 120 ล้านตัน แกนกลางนี้เข้าสู่สมดุลใหม่ จากแรงดันดีเจนเนอเรซีของนิวตรอน แต่ในบางกรณีที่ดาวฤกษ์มีมวลสูงมาก คือมากกว่า 18 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ เศษซากจากซูเปอร์โนวาจะตกกลับลงไปบนดาวนิวตรอน จนดาวนิวตรอนมีมวลเกินกว่า 3 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ซึ่งเกินขีดจำกัดของดาวนิวตรอน ทำให้ดาวนิวตรอนยุบตัวลงกลายเป็น หลุมดำ

สำหรับซากของผิวดาวและเนื้อสารของดาวฤกษ์ที่ถูกสาดออกมาเนื่องจากซูเปอร์ โนวานั้น จะเหลือเป็นซากซูเปอร์โนวา ซึ่งเปรียบเสมือนอนุสาวรีย์ของดาวฤกษ์มวลมาก ตัวอย่างซากซูเปอร์โนวาที่สำคัญ ได้แก่ เนบิวลาปู (M1 Crab Nebula) ในกลุ่มดาววัว ซึ่งเป็นซากของซูเปอร์โนวาที่เกิดขึ้นหลายพันปีก่อน และถูกบันทึกไว้ในบันทึกของชาวจีน เนบิวลาผ้าคลุมไหล่ (Veil Nebula) ในกลุ่มดาวหงส์ ซากของซูเปอร์โนวาทีโค (SN1572 Tycho’s nova) ซากของซูเปอร์โนวาเคปเลอร์ (SN1640 Kepler’s nova) ซากของซูเปอร์โนวา SN1987A เป็นต้น

การศึกษาซากซูเปอร์โนวานั้น จะช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถคำนวณย้อนกลับเพื่อหาอายุของซากได้ ทำให้สามารถรู้เวลาที่เกิดซูเปอร์โนวาในอดีต จากการคำนวณความเร็วของคลื่นกระแทกได้อีกด้วย

เนบิวลามืด

เนบิวลามืด (Dark nebula) เนบิวลามืดมีองค์ประกอบหลักเป็นฝุ่นหนาเช่นเดียวกับเนบิวลาสะท้อนแสง แต่เนบิวลามืดนี้ไม่มีแหล่งกำเนิดแสงอยู่ภายในหรือโดยรอบ ทำให้ไม่มีแสงสว่าง เราจะสามารถสังเกตเห็นเนบิวลามืดได้เมื่อมีเนบิวลาสว่าง หรือดาวฤกษ์จำนวนมากเป็นฉากหลัง จะปรากฏเนบิวลามืดขึ้นเป็นเงามืดด้านหน้าดาวฤกษ์หรือเนบิวลาสว่างเหล่านั้น ตัวอย่างเนบิวลามืดที่มีฉากหลังเป็นเนบิวลาสว่าง เช่น เนบิวนารูปหัวม้าอันโด่งดังในกลุ่มดาวนายพราน (Horse Head Nebula) เป็นต้น และตัวอย่างของเนบิวลามืดที่มีฉากหลังเป็นดาวฤกษ์จำนวนมาก เช่น เนบิวลางู (B72 Snake Nebula) เป็นต้น

OrionNebula_M42_m

ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของเนบิวลา

บริเวณเอช 2 เป็นแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ ก่อตัวขึ้นเมื่อเมฆโมเลกุลเริ่มยุบตัวลงภายใต้ความโน้มถ่วงของตนเอง มักมีสาเหตุจากการระเบิดของซูเปอร์โนวาใกล้เคียง การชนของเมฆและฝุ่นเหล่านั้น บางครั้งก็อาจก่อให้เกิดดาวฤกษ์นับร้อย ๆ ดวง ดาวที่เกิดใหม่นี้จะทำให้แก๊สโดยรอบแตกตัวเป็นไอออน เป็นผลให้เกิดเนบิวลาเปล่งแสงในเวลาต่อมา

เนบิวลาชนิดอื่น ๆ เกิดจากดาวฤกษ์ที่ตายแล้ว ซึ่งหมายถึงดาวที่มีพัฒนาการไปถึงขั้นของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดาวแคระขาว มีการเป่าชั้นผิวด้านนอกของดาวออกไปโดยรอบจนเกิดเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ สำหรับโนวาและซูเปอร์โนวานั้น สามารถก่อให้เกิดเนบิวลาได้เช่นกัน เรียกว่าซากโนวาและซากซูเปอร์โนวาตามลำดับ


ขอบคุณข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์สุดปึ๊กจากวิกิพีเดียไทย

เรื่องบนโลกน่าเบื่อ ก็หนีไปนอกโลกบ้าง

เอ็มนินโญ

โลกร้อน กับการตลาดแบบไทยๆ

global-warming-300x300

ในช่วง 2-3 ปีนี้ผมรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเมื่อดูโฆษณาหรือพบเห็นโปรโมชั่นเกี่ยวกับการรณรงค์ลดโลกร้อนของสินค้าและห้างร้านต่างๆในประเทศที่แสนจะร้อนแห่งนี้

เพราะหลายโครงการมันเป็นการทำโดยไม่ได้ใส่จิตสำนึกรักษ์โลก หรือ ต้องการจะช่วยลดภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังแต่อย่างใด

ส่วนมากทำไปตามกระแสเท่านั้น

อย่างในโฆษณาแอร์ยี่ห้อหนึ่งที่อ้างว่าผลิตภัณฑ์ของตัวเองช่วยลดโลกร้อน ทั้งๆที่การใช้แอร์คอนดิชั่นในครัวเรือนทุกวันนี้คือต้นตอหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก หรือที่พอกันก็โฆษณาหลอดตะเกียบที่ล้อเลียนเรื่องนํ้าท่วมเป็นทีสนุกสนาน พร้อมพ่วงขายหลอดตะเกียบประหยัดไฟ(ไม่ขำเลย)

ล่าสุด ก็ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ให้วงสาวๆร้องเพลงที่แปลงจากคำว่า ภาวะโลกร้อน จนฮิตติดหู ถูกอกถูกใจวัยรุ่น

แต่ที่ทำเอาผมหัวเสียสุดๆก็ต้อง โฆษณากึ่งแคมเปญของบริษัทผลิตกระดาษยี่ห้อหนึ่ง ที่อ้างว่าสร้างรายได้ให้ชุมชน แถมยังช่วยปลูกต้นไม้ให้กับโลก

ฟังดูก็น่าจะเป็นองค์กรที่ดี แต่ข้อมูลบอกไม่หมด มีบางส่วนถูกปกปิด หากยังจำกันได้ เมื่อสัก1-2ปีที่ผ่านมา บริษัทผลิตกระดาษแห่งนี้ เคยถูกกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง เพราะนำต้นไม้ปลูกง่ายโตเร็วชนิดหนึ่งเข้ามาทำกระดาษ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบจากการปลูกต้นไม้ชนิดนี้

ที่ถึงแม้จะราคาถูก ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลมาก แต่เหรียญมี 2 ด้านเสมอ การปลูกต้นไม้ชนิดนี้มีผลข้างเคียง คือ ต้นไม้ดังกล่าวจะสูบสารอาหารต่างๆจากดินจนหมด ร้ายแรงที่สุดจะทำให้ดินที่โคนต้นและรอบบริเวณกลายเป็นทราย หากปลูกกันเป็นไร่นานวันเข้าเราก็จะได้ทะเลทราย 1 ผืน

ส่วนที่ประสบกับตัวเองเต็มๆก็เห็นจะเป็น เมื่อคราวที่เข้าร้านหนังสือแบรนด์ดังแห่งหนึ่ง ขณะที่กำลังจ่ายเงิน พนักงานถามผมว่า “ต้องการร่วมโครงการลดโลกร้อนด้วยการไม่ห่อปกหนังสือไหมคะ”

ผมอึ้งไปพักหนึ่ง ในใจคิดว่าห่อปกหนังสือกับลดโลกร้อนเกี่ยวกันตรงไหน ประมวลผลอย่างรวดเร็ว ปกห่อหนังสือมาจากพลาสติก ถ้าเราไม่ห่อปกเราก็จะช่วยลดการใช้พลาดสติก ลดโลกร้อนได้

บ้าไปแล้ว! งั้นวันหลังผมเลิกอ่านหนังสือไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ เพราะหนังสือมันทำมาจากกระดาษ กระดาษผลิตจากต้นไม้ หนอนหนังสือทั้งหลายคงเข้าใจ หากหนังสือถูกห่อปกก็ช่วยในการเก็บรักษาได้มาก

“ไม่ครับ” ผมตอบพนักงานขายหนังสือ ปฏิเสธที่จะร่วมลดโลกร้อนกับร้านหนังสือแห่งนั้น ในใจรู้สึกผิดอย่างร้ายแรงที่กำลังมีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้น(ประชดครับ) เดชะบุญที่แคมเปญงี่เง่านี้ดำเนินไปได้ไม่นานก็ล้มเลิกไป

global-warming-polar-bear

ต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า ทุกกิจกรรมที่เราทำอยู่ในทุกวันนี้ ล้วนส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น การลดภาวะโลกร้อนจึงไม่ใช่ภาระหน้าที่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเป็นคนทั้งโลกที่ช่วยกัน

มีรุ่นพี่ของผมคนหนึ่งไม่เคยอวดอ้างว่าตัวเองช่วยโลก เขามีวิธีที่ง่ายๆ ธรรมดาๆ แต่หากทำเป็นประจำก็ช่วยลดโลกร้อนได้ อย่าง เวลาเขาไปซื้อข้าวหน้าหมูย่างตอนเช้า จะไม่เอาถุงพลาสติกหิ้ว หยิบมาทั้งหอเลย เพราะถุงใบนั้นเราได้ใช้มันแค่ไม่ถึง 10 นาที คือถือเพื่อเดินจากที่หนึ่งมาอีกที่หนึ่งเท่านั้น

ลองคิดดูถ้าวันนั้นข้าวเหนียวหมูขายดี ทุกคนเอาถุงพลาสติก100 คนก็ 100 ถุงเข้าไปแล้ว  เช่นเดียวกับช้อนพลาสติกที่เราใช้เสร็จก็ทิ้งทุกวัน รุ่นพี่ผมไม่เอา แต่ใช้วิธีไปขอช้อนสแตนเลสจากร้านข้าวที่ซื้อประจำ หรือไม่จำเป็นต้องใช้จริงๆก็ล้างเก็บไว้ใช้ใหม่

นั้นเป็นแค่ตัวอย่าง เห็นไหมว่าวิธีการนั้นไม่ยากเลย แค่เราต้องปรับพฤติกรรมในชีวิตนิดหน่อย

ผมมีวิธีช่วยลดโลกร้อนด้วยตัวเองง่ายๆสัก 5 มาฝาก

1.ปลูกต้นไม้(ที่เป็นประโยชน์กับดิน)ให้มากที่สุด ทุกครั้งที่มีโอกาส

2.ลดการใช้ถุงพลาสติก ซื้อของเซเว่น ซื้อของเล็กๆน้อยๆ จ่ายกับข้าวตลาด กล้าพูดไปเลยว่าไม่ต้องใส่ถุงก็ได้

3.ไม่กินเนื้อวัว หลายคนไม่ค่อยทราบว่าปัญหาโลกร้อนส่วนใหญ่เกิดจากก๊าซมีเทนที่ออกมาจากตดของวัว ถ้าเราลดการบริโภคเนื้อ

จำนวนวัวก็จะลดลง

4.ใช้ประโยชน์สินค้าให้มากที่สุด หากเป็นไปได้หาทางรีไซเคิลนำกลับมาใช้ใหม่ ลองดูว่าในห้องของคุณสิ่งของมีกี่อย่างที่ไม่เคยหยิบมา

ใช้ประโยชน์อะไรเลย นำมันออกมาใช้หรือไม่ก็บริจาคให้คนที่ต้องการ

5.ประหยัดทรัพยากร ใช้รถเท่าที่จำเป็น เปลี่ยนมานั่งรถสาธารณะบ้าง ไฟฟ้า นํ้าประปา แก๊ส อย่าตะบี้ตะบันใช้เหมือนว่ามันไม่มีวันหมดไป ลดปริมาณลงก็เท่ากับลดรายจ่ายของคุณด้วย

กลางสัปดาห์อันแสนว้าวุ่น

เอ็มนินโญ

น้องหมา น้องแมว น่ารัก

411180_12154741_1

411180_12154743_0

411180_12154748_1

411180_12154741_0

411180_0

411180_12154740_1

411180_12154743_1

411180_12154742_1

411180_12154746_0

411180_12154747_2

411180_12154744_0

JAPAN-RELIGION-DOG

411180_12154745_0

411180_12154747_1

411180_12154745_2

411180_12154748_2

411180_12154748_0

411180_12154745_1

411180_12154744_1

411180_12154749_0

411180_12154746_1

411180_12154746_2

สุดสัปดาห์สบายๆ

เอ็มนินโญ

ซูเปอร์โนว่า(Supernova) แสงสุดท้ายของมหานวดารา

cosm_supernova2_large

เมื่อปีที่ผ่านมานิตยสารหลายเล่ม โฟกัสความสนใจไปที่โลกนอกอวกาศ หยิบนิตยสาร Way มาพลิกดูเห็นมีการรวมรวมเพลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอวกาศ

1ในนั้นมีเพลง Champagne Supernova ของวงดนตรีในดวงใจของผม Oasis ทำให้สนใจเรื่องนี้ขึ้นมาทันที

เปิดหาในดิกฯ แปลคำว่า Supernova ว่า การระเบิดของดวงดาว ที่ทำให้เกิดแสงสว่างวาบบนท้องฟ้า

ค้น ลึกไปกว่านั้น ซูเปอร์โนวา หรือ มหานวดารา อีกชื่อในภาษาไทยที่เทห์ไม่แพ้กัน   เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ระเบิดที่มีพลังมากที่สุดครั้งหนึ่งในอวกาศ  ซุปเปอร์ โนวาประเภท  เกิดจากการสิ้นสุดวงจรชีวิตของดาวฤกษ์ เป็นการดับของดาวฤกษ์ที่มีขนาดยักษ์กว่าดวงอาทิตย์ของเรา การระเบิดจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว หากมองจากพื้นโลกจะเห็นแป็นจุดสว่างๆบนท้องฟ้า(สว่างกว่าแสงดาว)

ส่วน Champagne Supernova เขาแปลกันว่า การระเบิดของดวงดาวสีชมพู

เพลง นี้เป็นเพลงโปรดของผมเลย แนวเพลงเป็นสไตล์ บัลลาด(เนื้อเพลงเล่าเรื่องราวไปเรื่อยๆ)ในบอร์ดคนรักโอเอซิสในไทย ลงมติว่าเป็นเพลงที่เข้ากับหน้าฝนมากๆ มีคนแปลเนื้อเพลงนี้ไปด้วย ลองไปฟังดูกันว่าเพราะแค่ไหน

คลิ๊กที่ลิงค์เลยครับ http://cool.mthai.com/Champagne_Supernova


เนื้อเพลงพร้อมคำแปล


How many special people change
How many lives are living strange
Where were you when we were getting high?

กี่คราวที่ผู้คนเดินผ่านไปมา
กี่คราวที่วิถีที่เป็นไป มันช่างซับซ้อน
เธออยู่ไหนกันนะ
ในตอนที่ ตัวฉัน ทะยานสู่ดวงดาว

Slowly walking down the hall
Faster than a cannon ball
Where were you while we were getting high?

ก้าวเดินช้า ไปสู่ความสำเร็จ
แต่ดูมันช่างรวดเร็วราวกับพลุ
เธออยู่ที่ไหนกันนะ ในตอนที่ตัวฉันทะยานสู่ดวงดาว

Some day you will find me
Caught beneath the landslide
In a champagne supernova in the sky

*สักวันหนึ่ง เธอและฉัน คงจะพบกัน
ในเวลาที่โลกและฟ้ามันคงมลาย
ในช่วงที่แสงดาวนวลอร่าม ส่งสัญญาณมา
แสงดาวนวลอร่าม ในขอบฟ้า

Wake up the dawn and ask her why
A dreamer dreams she never dies
Wipe that tear away now from your eye
Slowly walking down the hall
Faster than a cannon ball
Where were you when we were getting high?

ตื่นขึ้นมารับอรุณ ยามเช้า
ได้แต่เฝ้าถามเธอไปว่า ฉันเพ้อละเมอ
ว่าเธอยังไม่หายไปไหน
เช็ดน้ำตา ที่ไหลริน จากดวงตาเธอ
เพราะตัวฉันไม่เชื่อว่าใจเราสองคน
จะจรจากห่างไกลกัน
แต่ที่รู้ว่ารักของเธอและฉัน ไม่มีวันสลาย
มิอาจรู้ว่ารักจะยืนยงจวบวันโลกมลาย หรือไม่นั้น…

Cos people believe that they’re
Gonna get away for the summer
But you and I, we live and die
The world’s still spinning round
We don’t know why
Why, why, why, why

แล้วมนุษย์ต่างเชื่อว่า ทั้งหมดทั้งมวล

อยู่ไกลออกไปจากฤดูร้อน

แต่เธอและฉัน เราคงอยู่และสลาย

ภายใต้โลกที่ยังคงหมุนเรื่อยไป

เราไม่มีทางรู้ได้ว่า ทำไม

ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม

(เขาแปลมาไม่หมด ท่อนสุดท้ายเลยต้องแปลเอง)

วันเกิดปีที่ 25

เอ็มนินโญ

นักรบสายรุ้ง (rainbow warrior)

rainbow warrior

rainbow warrior

ตามคำทำนายของนักรบอินเดียนแดงเผ่าครี (Cree) ในอเมริกาเหนือ มีความเชื่อว่าเมื่อโลกล้มป่วยลงและใกล้จะตาย ผู้คนจะลุกขึ้นและรวมตัวประหนึ่งนักรบแห่งสายรุ้ง rainbow warrior

ต่อมา เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะที่เสื่อมโทรม ทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ กลุ่มนักกิจกรรมกลุ่มหนึ่งจากเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนนาดา ได้รับแรงบันดาลใจจากการต้องการสร้างโลกสีเขียวที่มีแต่สันติสุข ซึ่งพวกเขาไม่เพียงแค่คิดแต่กลับลงมือทำในทันที

พวกเขากับเรือหาปลาลำเก่าๆที่ชื่อ ฟิลลิส คอร์แมก(Phyllis Cormark)ได้เดินทางไปยังเกาะอัมชิตกา สถานที่ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาบริเวณเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนากทะเลใกล้สูญพันธุ์หลายพันตัว เพื่อเป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุและแสดงจุดยืนในการต่อต้านการทดลองระเบิดนิวเคลียร์

ด้วยความเชื่อของพวกเขา ที่ว่า บุคคลไม่กี่คนก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ใครเลยจะคิดว่า10ปีให้หลังการกระทำของพวกเขาได้จุดประกายสาธารณชนจนทำให้เกิดองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมนานาชาติที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกภายใต้ ชื่อ กรีนพีซ(Greenpeace)

ปัจจุบัน กรีนพีซมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์ มีผู้สนับสนุน 2.8 ล้านคนทั่วโลก และมีสำนักงานประจำประเทศและภูมิภาคในมากกว่า 41 ประเทศ

ด้วยความที่ เรือ เป็นพาหนะแรกของกรีนพีซ และยังสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ในโลก กรีนพีซได้ควานหาเรืออยู่นานจนในที่สุดก็ได้เรือลากอวนจับปลาในทะเลเหนือเก่าคร่ำคร่าขึ้นสนิมจากเมืองอาร์เบอร์ดีน เรือเซอร์ วิลเลียม ฮาร์ดี้ (Sir William Hardy) ลำนี้ในการทำงานวิจัยด้านประมง แม้ว่าจะต้องยกเครื่องกันขนานใหญ่ แต่ส่วนของห้องพักและห้องรับประทานอาหารของเรือก็ได้รับการปรับปรุงไว้ดีแล้ว

ความช่วยเหลือจากกลุ่มผู้สนับสนุนที่เพิ่มจำนวนขึ้นและจากต่างๆที่คอยให้ความช่วยเหลือ กรีนพีซก็ได้กรรมสิทธิ์ในเรือเดินทะเลลำแรกในยุโรป โดยไม่กี่เดือนต่อมามีการเปลี่ยนชื่อเรือใหม่เป็น “เรนโบว์ วอริเออร์” มีการทาสีเรือใหม่ เป็นรูปสายรุ้งอันสดใส และบริเวณหัวเรือมีรูปของนกเขาแห่งสันติภาพคาบกิ่งมะกอก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงภารกิจของเรือลำนี้

ถึงตอนนี้ เรือเรนโบว์ วอริเออร์ลำแรกได้ถูกปลดระวางจากภารกิจอันหนังอึ้ง หลังจากเดินทางไปทั่วโลกเป็นเวลานานกว่า10ปี ซึ่งเธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอเป็นเรือเดินทะเลที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดลำหนึ่ง

เรือเรนโบว์ วอริเออร์ลำที่สองที่ติดธงกรีนพีซและธงสหประชาชาติ ยังคงโลดแล่นอยู่บนท้องทะเล โดยมีการรวมตัวของสมาชิกประมาณ 20กว่าคน จากหลากหลายประเทศ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากลงมือทำ

ชมคลิปภารกิจกู้โลกของกรีนพีซได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ

http://video.mthai.com/player.php?id=11M1252910966M0

20.09 น. วันที่ 20 เดือน 09 ปี 2009
เอ็มนินโญ

ทำไมเวลาฝนตก เราจึงเหงา

16060801

เห็นว่าเข้ากับบรรยากาศในช่วงนี้ดี หลายคนคงเคยเป็น ในยามที่นั่งมองสายฝนที่ตกพรําๆอยู่นอกหน้าต่าง มันรู้สึกเหงาใจพิลึก

ทำไมเวลาที่ฝนตกเรามักจะคิดถึงคนที่เรารัก เราผูกพัน
และบางครั้งก็รู้สึกเหงาด้วย

เมื่อก่อน ท้องฟ้า แผ่นดิน และผืนน้ำเป็นเพื่อนรักกัน
ทั้งสามอยู่ใกล้ชิดกัน จนกระทั้งโลกได้กำเนิดพืชและสัตว์ขึ้น

แผ่นดินและผืนน้ำก็มัวแต่ดูแลเอาใจใส่พืชและสัตว์
จนละเลยและไม่สนใจท้องฟ้า ท้องฟ้าเริ่มน้อยใจ
และถอยตัวห่างออกไป ออกไป ห่างออกไปทุกที ทุกที

จนถึงวันที่มีนกน้อยตัวแรกออกโบยบิน
แผ่นดินและผืนน้ำจึงได้รู้ว่าท้องฟ้าได้จากไปไกลแสนไกล
แผ่นดินและผืนน้ำพยายามส่งเสียงเรียกท้องฟ้า

แต่ท้องฟ้าอยู่ไกลมาก เลยไม่ได้ยิน
นกตัวนั้นจึงอาสาที่จะไปบอกท้องฟ้า
นกก็บินขึ้นสูง สูงขึ้น สูงขึ้น และส่งเสียงเรียก

แต่เสียงนกนั้นเบาเกินไป ไปไม่ถึงท้องฟ้า
แต่นกก็สัญญาว่าต่อไปนี้นกทุกตัวจะบินขึ้นสูงสู่ท้องฟ้า เพื่อนำข่าว

จากแผ่นดินและผืนน้ำไปบอก
แผ่นดินและผืนน้ำรู้สึกเศร้าใจที่เพื่อนห่างออกไปไกล
และคิดถึงเพื่อนเหลือเกิน

ผืนน้ำพยายามที่จะม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นครั้งแล้วครั้งเล่า
แผ่นดินพยายามยกตัวสูงจนตั้งตระหง่าน
แต่นั้นก็ยังสูงไม่พอ ยังไม่ใกล้ท้องฟ้า

พระอาทิตย์ซึ่งเฝ้าดูมาตลอด
ก็บอกกับทั้งสองว่า ” เราอาจจะช่วยพวกท่านได้ “
พระอาทิตย์จึงอาสาช่วย

โดยการส่องแสงลงมายังแผ่นดินและผืนน้ำ
ทำให้ระเหยกลายเป็นไอ ลอยไปรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ
ลอยขึ้นไปบอกกล่าวกับท้องฟ้า

เล่าเรื่องต่างๆเป็นรูปตามที่แผ่นดินและผืนน้ำ
ได้เจอมา และบอกแผ่นดินและผืนน้ำคิดถึงมาก
อยากให้ท้องฟ้าลงมาสนิทแนบชิดเหมือนเมื่อก่อน

ท้องฟ้าได้รับรู้เรื่องราว ก็รู้สึกเสียใจแต่ก็กลับลงไปไม่ได้
” ฉันกลับลงไปไม่ได้หรอก เพราะฉันเติบโตขึ้น และสูงขึ้นเกินไป
ลงไปไม่ได้แล้วฉันได้แผ่ขยายตัวเองจนกว้างขวาง ที่ฉันทำได้ก็เพียงแต่เฝ้ามองดูอยู่ไกลๆ
และโอบกอดแผ่นดินและผืนน้ำไว้อย่างอ่อนโยนเท่านั้น “

และถึงแม้จะมีนกบินมาส่งข่าว
แต่ฉันก็ยังคิดถึงแผ่นดินและผืนน้ำ
และอยากจะบอกทั้งสองว่า ฉันเองนั้นคิดถึงเพื่อนมากกมายเพียงใด
ก้อนเมฆก็ตอบว่า ” อยู่บนนี้ก็เหงาๆเหมือนกัน บางที่ก็อยากจะกลับลงไปข้างล่างบ้าง “

ท้องฟ้าเลยบอกกลับลงไปว่า
” ฉันเหงาเหมือนกัน แต่ว่าฉันลงไปไม่ได้ แต่เจ้าลงไปได้นี่
ถ้าอย่างนั้นฉันจะส่งเจ้าลงไปและความคิดถึงของฉันก็หนักมากพอที่จะส่งพวกเจ้าลงไปหมดทั้งท้องฟ้า

จากนั้นก้อนเมฆทั้งหมดก็รวมตัวกัน และรวมเข้ากับความคิดถึงอันมากมายของท้องฟ้า
แล้วตกลงมาเป็นหยาดฝน ส่งผ่านความรัก ความคิดถึงลงมายังแผ่นดินและผืนน้ำ

จึงไม่แปลก ถ้าเมื่อใดที่ฝนตกแล้วเราจะรู้สึก
คิดถึงคนที่เรารัก คนที่เราผูกพัน และบางครั้ง ท้องฟ้าก็ส่งความเหงาลงมาด้วย

สวัสดีวันศุกร์ครับ

เอ็มนินโญ

หอกรีนิช เปิดสุดยอด ภาพถ่ายดาราศาสตร์ 2009

col01150952p1

“หอดูดาวแห่งกรีนิช”ประเทศ อังกฤษ หนึ่งในหอดูดาวหลักของโลก จัดงานแสดงภาพถ่ายดาราศาสตร์แห่งปีค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) ร่วมเฉลิมฉลองปีดาราศาสตร์สากล 2552 เปิดโอกาสให้คนจากทั่วโลกส่งภาพถ่ายดาราศาสตร์หลายหัวข้อ เช่น โลกและอวกาศ, ระบบสุริยะของเรา, ดีพสเปซ ฯลฯ ส่งเข้าประกวดผ่านเว็บไซต์ www. flickr.com/groups/astrophoto/ พร้อมจัดนิทรรศการให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงต้นเดือนมกราคมปี หน้า

ผลงานที่โดดเด่นได้รับการกล่าวขวัญถึงในสื่อมวลชนอังกฤษแต่ละชิ้นล้วนงดงามตระการตาเกินคำบรรยาย

ดีที่สุด คือ พิสูจน์ความมหัศจรรย์แห่งห้วงจักรวาลด้วยสายตาตัวเอง!

1.”เนบิวลาหัวม้า”

ในกลุ่มดาวนายพราน

ช่างภาพ : มาร์ติน พิวห์, อังกฤษ

ภาพขณะกลุ่มแก๊ส ฝุ่น และวัตถุต่างๆ ในอวกาศอัดแน่นรวมตัวกัน ก่อนก่อรูปเป็น ดาวและดาวเคราะห์

col01150952p2

2.จันทร์สีเงิน

ช่างภาพ : ไมเคิล โอคอนเนลล์, ไอร์ แลนด์

ดวง จันทร์ขาวนวลตัดกับท้องฟ้าสีเงิน มองเห็นพื้นผิวบนดวงจันทร์ชัดเจน โดยเฉพาะหลุมลาวาขนาดใหญ่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าครั้งหนึ่งในอดีต นานมาแล้วเคยมี “น้ำ” สะสมอยู่

3.ผ่าฟ้า

ช่างภาพ : miuvincent (เว็บไซต์ flickr)

ประกายแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบแผงเซลล์สุริยะของ “ดาวเทียมเทลโก” แบบพอดิบพอดี ทำให้เกิดแสงสว่างวาบตัดกลางท้องฟ้า

4.ดาวหาง”โฮล์มส์”

ช่างภาพ : นิก โฮเวส, อังกฤษ

โฮเวสบันทึกภาพช่วงเวลาดาวหาง “โฮล์มส์” โคจรผ่านดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เกิดขึ้นทุกๆ 7 ปี

ใจกลางดาวหางประกอบด้วยน้ำแข็ง หิน และก๊าซที่เย็นจัดจนกลายเป็นของแข็ง

5.พระอาทิตย์สีเลือด

ช่างภาพ : boogerfingers (เว็บไซต์ flickr)

อีกมุมมองของพระอาทิตย์ ถ่ายด้วยเทคนิคพิเศษ เพื่อจับภาพโคโรนา หรือชั้นบรรยากาศรอบนอกดวงอาทิตย์

6.ดาราจักร”เซนทอรัส-เอ”

ช่างภาพ : ไมเคิล ซิดานิโอ, ออสเตรเลีย

เห็นเปล่งประกายอยู่ตรงกลางไกลลิบๆ คือ กาแล็กซี หรือดาราจักร “เซนทอรัส-เอ” ห่างจากเราหลายล้านปีแสง

ฉากระยิบระยับด้านหน้า ได้แก่ ดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วน

7.แอปเปิ้ลจักรวาล

ช่างภาพ : เอริก ลาร์เซน, ไม่แจ้งประเทศ

สีชมพูหวานจ๋อยของ “แอปเปิ้ล คอร์ เนบิวลา” หรือ เนบิวลาหมายเลข เอ็ม 27 มองดูคล้ายผลแอปเปิ้ลลอยคว้างอยู่ในจักรวาล

8.แสงเขียวเรืองรอง เปรียบคันศรแห่งหมู่ดาว

ช่างภาพ : คาร์ล จอห์นสัน, แคนาดา

” ออโรร่า” หรือแสงเหนือ-แสงใต้ มักเกิดขึ้นที่ชั้นบรรยากาศ เป็นปรากฏการณ์อันเกิดจากการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างชั้นบรรยากาศโลก สนามแม่เหล็กโลก และอนุภาคจากดวงอาทิตย์

9.เส้นทางดวงดาวในหุบเขาสีน้ำเงิน

ช่างภาพ : เท็ด โดบอสซ์, ออสเตรเลีย

ภาพถ่ายท้องฟ้ายามรัตติกาลผ่านเทคนิคเปิดแช่หน้ากล้อง 30 นาที เมื่อหันมองไปทางซีกโลกใต้ สีส้มตอนล่างๆ ของภาพเป็นแสงจากไฟถนน

10.บิ๊กอันโดรเมดา

ช่างภาพ : xamad (เว็บไซต์ flickr)

กาแล็กซี หรือดาราจักรอันโดรเมดาใหญ่ เอ็ม 31 เป็นดาราจักรแบบกังหัน มีรูปร่างแบน ตรงกลางเป็นทรงกลมเป็นกระเปาะ มีแขนเหยียดออกไปหลายอันและตีเกลียวดูเป็นรูปเหมือนกังหัน ขนาดใหญ่กว่าดาราจักร “ทางช้างเผือก” ของเราเล็กน้อย

ขอบคุณที่มาจากข่าวสด

24 ปี 11 เดือน 25 วัน

เอ็มนินโญ

แสงเหนือ (Aurora) จิตรกรรมบนท้องฟ้า

NorthernLights 1

แสงเหนือ หรือชื่อในภาษาสากลว่า ออโรรา คือปรากฏการณ์อันแสนมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า โดยมากจะเกิดในฟากฟ้าของประเทศบริเวณขั้วโลกเหนือและใต้

ส่วนตัวผมขอยกให้เป็รปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามที่สุดในโลก

หาก เกิดในซีกโลกเหนือเราจะเรียกว่า แสงเหนือ เกิดในซีกโลกใต้เรียกว่าแสงใต้  ลักษณะคือ การปรากฏแสงหลากสีเรืองรองบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน

ทั้ง นี้ แสงเหนือ ออโรราเป็นตัวอย่างปรากฎการณ์ทางฟิสิกส์ที่น่าทึงและแปลกประหลาดที่สุดที่ เกิดขึ้นในอวกาศ ซึ่งมันอาจปรากฏจากสิ่งจางๆเป็นวงนิ่ง แล้วระเบิดออกมาเป็นสีต่าง ๆ พุ่งกระจายภายในเวลาไม่กี่วินาที บางครั้งจะปรากฏเหมือนมันจะแตะกับพื้น หรือในเวลาอื่นอาจเห็นมันพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า ทว่า อันที่จริงแล้ว แสงออโรรานั้นเกิดขึ้นที่ความสูงจากพื้นโลก (altitudes) ประมาณ 100 ถึง 200 กิโลเมตร บริเวณที่อยู่บริเวณบรรยากาศชั้นบนที่อยู่ใกล้กับอวกาศ

ใคร อยากเห็น แสงเหนือคงต้องลงทุนสักนิด แถมต้องมีโชคสักหน่อย เพราะไอ้เจ้าโอโรรา มันไม่มีมาให้เห็นบ่อยๆเหมือนรุ่งกินนํ้าหรือพระอาทิตย์ทรงกรดแน่ๆ

aurora

ในเขตที่มีการปรากฏของออโรรา สามารถเห็น แสงเหนือได้ทุกคืนที่ฟ้าโล่งในฤดูหนาว ปรากฏบ่อยครั้ง ตั้งแต่เวลา 22.00 น ถึง เที่ยงคืน

สถาน ที่เกิดออโรราเป็นบริเวณรูปไข่ (Oval-shape region) รอบๆ ขั้วแม่เหล็กของโลก โดยรูปไข่จะเบ้ไปทางด้านกลางคืนของโลก เมื่อออโรราสงบ รูปไข่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3000 กิโลเมตร แต่เมื่อเกิดออโรรารุนแรงขึ้น รูปไข่จะกว้างขึ้นกว่า 4000 หรือ 5000 กิโลเมตร เพราะขั้วแม่เหล็กเหนือของโลกอยู่ทางตอนเหนือของแคนาดา ออโรรา โบเรลลีส (Aurora Borealis) จึงพบมากที่เส้นรุ้ง (Latitude) ที่มีประชากรอาศัยมากในซีกโลก (hemisphere) ตะวันตก ส่วนออโรราออลเตรลีส (Aurora Australis) สามารถมองเห็นได้จากเกาะทัชมาเนีย (Tasmania) และทางตอนใต้ของนิวซีแลนด์

ที่เมือง Andenes ประเทศนอร์เวย์ ถือว่ามีโอกาสชมความงามของแสงเหนือมากที่สุด เนื่องจากเห็นได้เกือบทุกคืนที่ฟ้าโล่ง ส่วน

เมือง Fairbanks รัฐอลาสกา 5 – 10 ครั้งต่อเดือน เมือง Oslo ประเทศนอร์เวย์ 3 คืนต่อเดือน และสกอตแลนด์เหนือ เดือนละครั้ง

บาง แห่งนานๆจะเกิดทีและกลายเป็นของหายากก็มี รอกันเหงือกแห้งหน่อยที่พรมแดนสหรัฐ/แคนาดา 2 – 4 ครั้งต่อปี เม็กซิโก และ เมดิเตอเรเนียน 1 – 2 ครั้งใน 10 ปี

post-14968-1217005893

สำหรับส่วนสุดท้ายนี่หากเห็นได้ นี่ถือเป็นบุญตามาก อย่างประเทศตอนใต้ทะเลเมดิเตอเรเนียน 1 – 2 ครั้งในศตวรรษ(100ปี นานพอๆกับสุริยุปราคาเลย) ส่วนแถบศูนย์สูตรนี่ไม่ต้องรอกันเลยเพราะเกิด 1 ครั้งในรอบ 2000 ปี(นานพอๆกับดาวหางบางดวงเคลื่นผ่านโลก)

ชื่อของ แสงเหนือ มีชื่อมากมายหลายชื่อ ทั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ ออโรรา บอเรลลีส (Aurora Borealis) ซึ่งเป็นภาษาละติน แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า รุ่งอรุณสีแดงแห่งทิศเหนือ ตั้งชื่อโดย กาลิเลโอ กาลิเลอิ

อนึ่ง คำว่า “Aurora Borealis” แปลว่า “แสงเหนือ” (Northern Light) ส่วน “Aurora Australis” แปลว่า “แสงใต้” (Southern Light) และคำว่า “Aurora Polaris” แปลว่า “แสงขั้วโลก” ใช้เรียกทั้งแสงเหนือและแสงใต้

ที่มาของ แสงเหนือ เป็นเรื่องทางฟิสิกส์ จะอธิบายละเอียดคงเข้าใจยาก รวบรัดเลยละกัน แสงเหนือ เกิดจากแก๊สต่างที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เมื่อพลาสม่าวิ่งไปตามสนามแม่เหล็กแล้วชนกับอะตอมของแก๊สก็จะเกิดแสงขึ้น

060830A_01

ออ โรรา ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโลกแต่ยังมีให้เห็นดาวเคราะห์ดวงอื่นที่มีชั้น บรรยากาศและสนามแม่เหล็ก(แล้วใครไปดูมาหว่า) แสงเหนือในดาวพฤหัสและดาวเสาร์ปล่อยอะตอมในบรรยากาศที่ถูกกระตุ้นโดยพลังงาน อนุภาคมีประจุล้วนเกิดจากแมกนีโตสเฟียร์ของดาวนั้นๆ แมกนีโตสเฟียร์จึงต่างจากโลกมาก รวมทั้งสีและการปรากฏของออโรราก็ไม่เหมือนกับในโลก แต่รูปไข่ยังเหมือนกับโลกอยู่  ดาวศุกร์และดาวอังคารก็มีให้เห็น แม้แต่ดวงจันทร์ก็มีกับเขาด้วย การเกิดออโรราจึงเหมือนกันทั้งระบบสุริยะจักรวาล

ในยุคกลางของยุโรป แสงเหนือถูกคิดนำไปเป็นสื่อของนักรบสวรรค์ ระลึกถึงผู้ที่ตายไปแล้วเป็นการตอบแทน ทหารนั้นมีขีวิตของเขาเพื่อพระราชาและประเทศชาติ ได้อนุญาตให้ต่อสู้ตลอดไปในskies แสงเหนือเป็นลมหายใจของ ทหารผู้กล้าหาญเหล่านี้พวกเขาสรุปการต่อสู้ของพวกเขาไๆว้ในskies แสงเหนือเป็นสัญญาณของลางร้าย พวกเขาเตือน ถึงของความโชคร้าย โรคระบาด และความตาย เมื่อเป็นสีแดงทั่ว ๆ ไปมากที่สุดที่ละติจูดต่ำพวกเขาจะเป็น สัญญาณของสงครามที่จะเกิดขึ้น

ว่ากันว่า แสงเหนือ มีผลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์เพราะลำแสงที่เกิดขึ้นเกิดจากการผสมของปฏิกริยา ที่ผิดปกติในธรรมชาติ บ่อยครั้งที่หลังการเกิด แสงเหนือในพื้นที่ซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อน หลังจากนั้นก็เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่าง พายุ ดินถล่ม แผ่นดินไหว จนหลายคนเชื่อว่าหลังการเกิดแสงเหนือจะเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบางอย่าง

aurora-borealis

ล่า สุดแสงเหนือปรากฏให้เห็นที่ประเทศจีน ทำเอาประชาชนที่นั้นตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมใาก่อนในชีวิต ทว่า หลังจากการปรากฏของแสงเหนือไม่นาน ประเทศจีนเกิดแผ่นดินขนาด8ริกเตอร์ ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ประมาณแสนคน มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นล้าน

กระนั้น ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าที่ชัดเจนว่า แสงเหนือ คือ สัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติ เพราะไม่ใช่ทุกคราวที่หลังแสงเหนือแล้วจะมีเหตุการณ์ทางธรรมชาติ

ดัง นั้น หากคิดในแง่ศิลปะ แสงเหนือ คือความงามที่ธรรมชาติใช้ท้องฟ้าเป็นผืนผ้าใบ ในการละเลงสีสันหลากหลายลงไปให้มนุษย์ได้ซึมซับถึงความงามของโลกใบนี้ ก็ในเมื่อเรายังมีอารมณ์สุนทรีได้ ทำไมธรรมชาติจะมีบ้างไม่ได้ล่ะ

หากมีโอกาสสักครั้งก็อยากไปเห็นกับตาเหมือนกัน แสงเหนือเรืองรอง งดงาม บนท้องฟ้าสดใส

aurora_borealis06

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการชม แสงเหนือ
-ออโรราจะสว่างจ้าในช่วง 27 วันที่ดวงอาทิตย์หันด้านแอคทีฟ (Active Area) มาที่โลก
-ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ ในเดือนตุลาคม กุมภาพันธ์ และ มีนาคม เป็นเดือนที่เหมาะสำหรับการชมออโรราทางซีกโลกเหนือ
-ออ โรรามีความสัมพันธ์กับจุดสุริยะ (Sun Spot) บนดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นวัฎจักรประมาณ 11 ปี แต่ดูเหมือนว่า จะมีการล่าช้าไป 1 ปีสำหรับการเกิดจุดดับมากที่สุดกับการเกิดออโรรามากที่สุด
-ออโรราจะปรากฏลดลง 20-30% กว่าตอนที่เกิดจุดสุริยะมากที่สุด เมื่อเกิดจุดสุริยะบนดวงอาทิตย์น้อยที่สุด
-ออ โรราจะปรากฏในแถบประเทศเมดิเตอเรเนียนเมื่อเกิดจุดสุริยะหรือมีลมสุริยะมากๆ อาจถึง 10 ปีต่อครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วเกิด 100 ปีต่อครั้ง

มีคลิปแสงเหนือพร้อมเพลงประกอบเพราะๆมาฝากดูแล้วอย่าเคลิ้มจนหลับกันละ

aurore_australe_-_aurora_australis-300x300

http://cool.mthai.com/Aurora

สักวันจะไปชมนะ

เอ็มนินโญ

Picture : © Samuel Blanc http://www.sblanc.com

หน้าต่อไป


Blog Stats

  • 41,925 hits